138: วิธีรับมือกับความเหี้ยแบบโลกๆ
posted on 03 Sep 2009 01:44 by rinnathecat in Thought
1. นิ่งไว้ได้พร้าเล่มงาม
สมมติวันนึง เราทำงานให้เพื่อนรักอย่างขะมักเขม้น แต่เพื่อนรักไปเมายาบ้ามาจากสามีที่บ้าน แล้วอีเมลมาด่าเราฉอดๆชนิดที่เรียกว่า กรูว่ากรูหยาบแล้ว ทำไมคุณนายผู้ดีอย่างเพื่อนรัก จึงสามารถใช้ภาษาที่หยาบคายด่าได้ขนาดนี้ หรือวันนึง เรานั่งทำอะไรของเราอยู่ดีๆ ก็มีคนเดินเข้ามาด่าแรงๆเสียๆหายๆถึงบุพการีของเรา ขอให้เราคงความอึ้งไว้ค่ะ เวลาที่มีอะไรแรงๆมากระทบเราแบบนี้ จนทำให้เราอึ้ง ขอให้เราหยุดการเคลื่อนไหวของมือ อย่าเพิ่งพิมพ์ด่ากลับไป โดยเด็ดขาด หยุดการเคลื่อนไหวของปาก ของร่างกาย อย่าเพิ่งสวนอะไรกลับไปโดยทันที
เหตุผลก็เพราะแว๊บแรกที่ฉุนปรี๊ดแตก แล้วสวนอะไรกลับไป เรามักจะทำไปด้วยความโง่และไม่รอบคอบ จังหวะนี้ ใครเจริญสติเป็น เห็นความฉุนปรี๊ดแตกผุดขึ้นมา ก็ขอให้รู้ไว้เฉยๆค่ะ แต่ใครเจริญสติไม่ได้ ขอให้หยุดข่มการกระทำทุกอย่างไว้ชั่วคราวก็ยังดี การทำอะไรลงไปตอนนี้ ผลเสียมีแต่เกิดกับเราค่ะ แล้วก็จะทำให้เราเสียใจภายหลังได้ บางทีการยั้งตัวเอง ก็เป็นเรื่องยากค่ะ ไม่สามารถทำได้ในทันทีหรอก แต่สามารถฝึกฝนได้ ถ้าสังเกตตัวเองในชีวิตประจำวันบ่อยๆ ปรี๊ดแตกปั๊บ รู้ตัว แล้วหยุด โกรธแล้วหยุด โกรธแล้วหยุด บ่อยๆเข้า เราจะสามารถหยุดตัวเองได้ทันท่วงที
ตอน ม.ต้นที่ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน มีเพื่อนคนหนึ่งของฉัน ต่อยหน้าเพื่อนร่วมชั้นอีกคนหนึ่งอย่างแรงไปหนึ่งดอก เพื่อนคนที่โดนต่อยหน้าโมโหมาก แต่ไม่ต่อยกลับ ยืนนิ่งๆแล้วก็พูดสั้นๆว่า "กูจะเก็บจมูกที่เลือดออกของกู ไปฟ้องอาจารย์" ทำให้เพื่อนคนที่ต่อยนั้น กลัวหงอไปเลย ^^;
2. ตัดขาดการสื่อสาร
แน่นอนว่า การพูดคุยเสวนากับคนที่ไม่มีเหตุผล คนที่ไม่มีสติ ไม่เกิดประโยชน์กับใครทั้งสิ้น ถ้าคนนั้นอยู่ต่อหน้า ก็ขอให้เดินหนีไปซะ ถ้าคนนั้นอยู่ในโทรศัพท์ ก็ขอให้ตัดสายทิ้งไปซะ ถ้าคนนั้นส่งอีเมลมา หรือเขียนบล๊อกมา ก็ขอให้ปิดหน้าอีเมลนั้นไปชั่วคราว ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม แล้วก็ไม่ต้องรับฟัง รับรู้อะไรแย่ๆมากขึ้นด้วย และตราบใดที่เรายังไม่หายเคือง ยังไม่หายรู้สึกแย่ ยังไม่มีสติชัดๆ ก็ไม่ฉลาด ที่เราจะไปต่อการสื่อสารนั้นขึ้นมาใหม่ เปิดบลีอก เปิดอีเมลนั้นขึ้นมาใหม่ หรือรับสายโทรศัพท์ของคนๆนั้น หรือแม้แต่เผชิญหน้ากับคนๆนั้น เป็นการสร้างเหตุของโทสะขึ้นมาโดยใช่เหตุ ไม่เกิดประโยชน์
3. เขียนด่าแทนการด่าด้วยปาก
โอเค เมื่อเย็นลงแล้ว กลับไปคิดทบทวนอีกรอบ อ่านอีกรอบ ฯลฯ ก็ยังโกรธ ยังรู้สึกอยากระบาย อยากด่า อยากตอบโต้กลับไปอยู่ดี ขอให้ใช้วิธีเขียนคำด่าเหล่านั้น ลงในกระดาษหรือพิมพ์ในอีเมล หรือบล๊อกก็ได้ แล้วแต่ความชอบส่วนตัว แต่!!!! อย่าส่งเป็นอันขาด!!!
เหตุผลก็เพราะ การเขียนจะช่วยให้เราเรียบเรียงความคิดได้ดีขึ้น เวลาที่มีคนด่าเรา ไอ้เหี้ย ไอ้เลว ถ้าเรามัวแต่ไปด่ามันกลับ ไอ้เหี้ย ไอ้เลว เราก็เลวเท่ามันนั่นแล๊ แต่ถ้าเราเขียนหรือพิมพ์ลงมาก่อน เราจะสามารถมองเห็นกระบวนการความคิดของตัวเองได้ว่า เอ๊ะ ทำไมกรูพูดจาไม่มีน้ำหนักแบบนี้เนี่ย หรือเอ๊ะ สรุปที่มันโกรธกรูเพราะมันแค่พาลจากสามีมัน หรือเอ๊ะ ที่มันมาด่ากรู เพราะมันก็แค่อยากด่าคนอื่นให้ตัวเองรู้สึกไม่โง่ ในขณะเดียวกัน เราก็จะสามารถเห็นร่องรอยความคิดของเรา ว่าเออว่ะ กรูก็แค่โมโห เพราะมันด่ากรู แต่ที่มันด่าอ้ะ ไม่จริงเลย คนที่มาด่าก็ไม่ได้มีเครดิตอะไรเลย ฯลฯ พอเราเขียนด่าจนพอใจ ถึงจุดนึงเราจะรู้สึกว่า เอ้อ... ไร้สาระว่ะ ว่าแล้วก็ไม่ต้องกดส่ง หรือเอาไปเขวี้ยงใส่หน้ามันหรอก บางที มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะด่ากันด้วยความโกรธ ไร้สาระที่จะไปทะเลาะกับคนไม่มีสติ
ตรงจุดนี้ ทุกท่านที่ชอบระบายอารมณ์ลงบล๊อก แล้วให้คนอื่นมาร่วมรับรู้ด้วย ฉันอยากเตือนไว้นิดนึงนะคะ ว่ามันเป็นการกระทำบาปกรรมซ้ำๆหลายรอบ ตามจำนวนคนอ่าน การที่เราด่าคนบางคน มันก็คือการให้ร้ายคนนั่นแหละ บางทีการด่าเราก็ทำไปด้วยอารมณ์ พอหายโมโหแล้วถ้ามานั่งดูกันดีๆ คนนั้นอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้นก็ได้ แต่กว่าจะหายโมโห คนทั้งตำบลก็เอาเค้าไปนินทาหมดแล้ว ด้วยฝีมือของเรา บาปเล็กๆที่ถูก copy ซ้ำไปซ้ำมา ก็เป็นบาปกรรมหนักหนาได้นะคะ คิดซะว่าปัญหาเกิดขึ้นระหว่างเรากับเค้า ก็ต้องจบที่ระหว่างเรากับเค้า อย่าไปลากคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมารับรู้ด้วยเลยค่ะ มันไม่แมน
4. อธิบายด้วยการเขียนแบบไร้อารมณ์ (หรือใส่อารมณ์น้อยๆเข้าไว้)
เมื่อพิจารณาด้วยสติแล้วว่า สมควรจะอธิบาย ให้เข้าใจและหายโกรธกัน ก็ควรจะอธิบายด้วยการเขียนในลักษณะที่ ไม่ผสมอารมณ์ลงไปด้วย เช่น
"สัด เมิงเป็นไรมากปะ ผัวมีเมียน้อยเหรอ หรือลูกเมิงติดยา ถึงพาลมาด่าพ่อแม่กู กูยังไม่ได้ทำห่าไรให้เมิงเลยสัด"
เราควรจะเปลี่ยนสรรพนามให้ไร้อารมณ์ซักหน่อย เช่น
"แกเป็นไรไปเนี่ย เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆมาด่ากัน ด่าถึงพ่อแม่ด้วย"
การเอาอารมณ์ชนอารมณ์ เป็นอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์มากๆ ถึงมันจะดูเฟคๆ แต่ใส่อารมณ์ให้น้อย จะทำให้ได้เนื้อมากขึ้น การอธิบายด้วยปากต่อหน้า ก็เป็นสิ่งที่ทำได้เช่นกัน เมื่ออีกฝ่ายเย็นลงแล้วและแน่นอนว่า เราเองก็ต้องเย็นและฝึกฝนแบบฝึกหัดการนิ่ง มาจากข้อหนึ่งได้มากพอสมควรแล้วด้วย การถกเถียงด้วย Real Time เป็นอะไรที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อการทะเลาะกันต่อ บางทีการเขียน ก็ช่วยให้อีกฝ่าย ได้อ่านและค่อยๆเรียบเรียง ทำความเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น คนกำลังโมโห บางทีก็ไม่ได้เข้าใจอะไรง่ายๆในรอบเดียว พูดง่ายๆก็คือ "สัด ถ้าเมิงไม่เข้าใจ เมิงก็อ่านอีกรอบสิวะ ไอ่โง่" ก๊ากกกกกก ร้อเร่นนะคะ โฮะๆๆๆๆ
5. อย่า Repeat ความเหี้ย ซ้ำแล้วซ้ำอีก
บางที มันคันป๊ากคันปาก อยากบอกต่อความเหี้ยที่เกิดขึ้น ให้คนรอบข้างเราได้รับรู้ ให้เค้าร่วมด่าทอคนนั้น เพื่อความสะใจส่วนตัวของเราด้วย แต่โดยมาก เมื่อต้องเล่าให้คนอื่นฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก เราเองนั่นแล๊ ที่เอาจิตเอาใจของเรา ไปเกาะกุมอยู่กับเรื่องบ้าๆ โดยไม่จบไม่สิ้น แทนที่เราจะเอาเวลาในชีวิตไปสร้างสรรค์สิ่งดีๆอื่นๆ แต่เราก็มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความโกรธและความเศร้าหมอง ยิ่งเม้าต่อ นินทาต่อ คนที่จะเสียมากที่สุด ก็คือคนที่มัวแต่เล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นแหละ ถ้าฉลาดและรักตัวเองละก็ อย่าเอาเรื่องที่แย่ๆมาวนเวียนอยู่ในหัวนานๆเลยค่ะ บางทีมันก็ใช้เวลาอะนะ กว่าเรื่องเหี้ยๆพวกนี้ จะออกไปจากหัวสมอง แต่ทำอะไรที่ทำให้เราสบายใจ มัน Healthy กว่าการเอาสิ่งที่เกิดขึ้นไปนินทา เผลอๆยิ่งนินทา ตัวเองก็ยิ่งเสียนั่นแหละ เป็นทั้งการทำบาปกรรม และเป็นทั้งการดิสเครดิตตัวเอง ยิ่งด่ามาก ความน่าเชื่อถือและน่าเห็นใจของเรา ก็ยิ่งลดลง
(เพิ่มเติม จริงๆแล้วฉันเคยยกตัวอย่างข้อนี้ให้น้องแป้มฟังว่า.. ถ้ามีคนโยนขี้ใส่เรา เราควรเหม็นขี้แค่ครั้งเดียวพอ
ไม่ควรไปหยิบขี้ขึ้นมาดมใหม่ซ้ำๆ
)
6. ถ้าจำเป็นต้องเล่าต่อ การเล่าที่ดีที่สุด คือการเล่าด้วย ประธาน กิริยา กรรม โดยไม่ต้องใส่คำวิเศษณ์
เหมือนเพื่อนของฉันคนนั้น ที่โดนเพื่อนอีกคนชกหน้าเลือดกำเดาไหล มันเดินไปฟ้องอาจารย์ว่า "ผมโดนชกหน้าครับ" ด้วยเสียงนิ่งๆ ถ้าในทางกลับกัน มันเดินไปบอกอาจารย์ด้วยความเคียดแค้น เช่น "โหย อาจารย์ครับ ไอ่เหี้ยนั่นมันต่อยผม จัดการมันเลย" อันนี้ปฏิกิริยาที่ได้รับ อาจจะต่างกัน ในกรณีแรก อาจารย์อาจจะคิดว่า เอ่อ.. คนที่ต่อย อาจจะแรงมาจากไหน คนที่โดนต่อย ไม่ได้ไปทำอะไร แต่ในกรณีที่สอง อาจารย์อาจจะคิดว่า อ้อ.. สองคนนี้มันทะเลาะกันเลยต่อยกัน เมื่อเล่าแค่ประธาน กิริยา กรรมแล้ว คนฟังก็จะสามารถตัดสินเองได้ ว่า เอ๊ะ ใครเป็นยังไง เราไม่ต้องไปชี้นำ ยิ่งเราไปชี้นำ เครดิตของเราก็ยิ่งลดลง เช่น
"ฉันตากฝนเปียกชุ่มไปทั้งตัว เพื่อไปจัดการงานให้เพื่อน แต่เมื่อส่งงานให้ เพื่อนคนนั้นก็ไม่พอใจ ด่าว่าบุพการีของฉัน"
อันนี้คนฟังคนอ่านก็จะคิดได้แหละ ว่า เออว่ะ ทำงานให้ขนาดนี้ ไม่พอใจนี่ด่าพ่อล่อแม่กันเลยเหรอเนี่ย แต่ถ้าเราไปเล่าแบบ
"ไอ่เหี้ย แม่งโคดเหี้ย กูตากฝนทำงานให้มึงแล้ว มึงยังด่าแม่กูอีก สัด"
มันก็เหมือนคนบ่นๆอะแหละ คนฟังเค้าก็จะคิดได้ว่า อ้อ สองคนนี้ ปกติก็คงคุยกันหยาบๆแบบนี้แหละ ที่เค้าด่าแม่ เค้าคงไม่ได้ด่าจริงๆหรอก อะไรประมาณนั้น
7. รักษาความถูกต้องให้เสมอต้นเสมอปลาย แม้ในยามโกรธสุดๆ
คนชั่วคนนึง ไม่ใช่สาเหตุที่เราต้องทำชั่วตามมัน ไม่ว่ามันจะยั่วโมโหเราขนาดไหน ก็ขอให้เราตรงไปตรงมา และไม่ถือโอกาส ใช้สิ่งที่มันเหี้ยกับเรา มาสร้างความเหี้ยซะเอง เช่น แบงค์ขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ตกลงทำงานกับลูกจ้างในงานสามงาน เมื่องานแรกและงานที่สองเรียบร้อยแล้ว ก็ดั๊นนนน มามีปัญหากันที่งานที่สาม แบงค์ใหญ่แห่งนั้น ก็เลยถือโอกาสไม่จ่ายเงินมันซะเลยซักกะงาน ทั้งงานแรก และงานที่สอง ลูกจ้างงานนั้น เห็นว่าแบงค์ใหญ่ไม่จ่ายเงิน ก็เลยแอบไปเจาะยางรถผู้บริหารแบงค์ใหญ่แห่งนั้น โดนรปภ.ลากไป โอ้ยยย เห็นมั๊ย ว่ามันไปกันใหญ่
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราทำทุกอย่างถูกต้อง ใครก็ว่าเราไม่ได้ ทำอะไรเราไม่ได้ ถึงจะเอาไปด่าว่าเสียๆหายๆ แต่คนที่ด่านั่นแหละ ก็จะเสียเอง ยิ่งด่า ก็ยิ่งเข้าตัวเอง เพราะคนด่านั่นแหละ ที่เป็นคนทำตัวเหี้ยๆ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเกลียดบางคนขนาดไหน ก็ต้องระมัดระวังตัวเอง อย่าให้คนอื่นมาเป็น "ข้ออ้าง" ในการทำตัวชั่วๆของเรา
8. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
เรื่องเหี้ยๆบางอย่าง ก็จบสวย เรื่องเหี้ยๆบางอย่าง ก็จบไม่สวย ไม่มีใครสามารถบังคับให้ทุกคนเข้าข้างเรา คิดเหมือนเรา หรือทำอะไรๆอย่างที่เราอยากให้ทำได้ ไม่ว่าใครทำอะไรไว้ ก็ต้องได้รับผลกรรมนั้นๆ มันไม่สำคัญหรอก ว่าคนอื่น มาทำอะไรกับเรา มันสำคัญที่ว่า เราน่ะ ทำตัวเรายังไง คนดีๆบางคน วันนึงมันจะลุกขึ้นมาบ้าบอ ด่าทอบุพการีเรา ฯลฯ เราห้ามไม่ได้ แต่เราหมั่นสร้างเหตุแห่งความดีงาม ให้กับตัวเราได้ เมื่อสร้างเหตุแล้ว ก็เหมือนโรยเมล็ดพันธุ์ ลงในพื้นดิน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เมล็ดพันธุ์นั้นๆ ก็จะงอกงาม ถ้าเราปลูกกะหล่ำ เราก็ได้กะหล่ำ เราปลูกแครอท เราก็ได้แครอท ไม่มีทางที่เราจะโยนเมล็ดกะหล่ำ เพื่อให้งอกมาเป็นมะม่วง ดังนั้น เราทำเหตุยังไง ผลก็ออกมาอย่างนั้น คนอื่นก็เช่นกัน ใครทำอะไรเหี้ยๆกับเราไว้ เค้าก็ได้ปลูกเมล็ดแห่งความเหี้ยไว้แล้ว ไม่ว่าชาวบ้าน หรือคนรอบข้าง จะมองเห็นหรือไม่ จะเข้าข้างใครก็ตาม ทุกอย่างที่สร้างเหตุไว้ ก็จะเกิดผลตามเหตุนั้นๆ
ดังนี้แล้ว เมื่อมีความเหี้ยเกิดขึ้นในชีวิต ความเหี้ย ก็เป็นของไม่เที่ยง เดี๋ยวก็เกิดขึ้น เดี๋ยวก็หายไป เป็นรสชาติอย่างนึงของชีวิต ความเหี้ยบางอย่าง เมื่อมันผ่านไป มันก็ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เติบโตขึ้น แล้วก็เรียนรู้ที่จะวางตัวมากขึ้น สำคัญว่า เราต้องอย่ายอมให้ความเหี้ยนั้นย้อมใจ มายั่วให้เราไปสร้างความเหี้ยต่อไป ไม่ว่ากับตัวเองหรือคนอื่นอีก แล้วความเหี้ยนั้น มันก็จะผ่านไป เหมือนทุกๆอย่าง ที่ผ่านเข้ามา แล้วก็ผ่านไปนั่นแหละเน้อ
ปล. ฝากเอนทรี่ที่ฉันไปทำบุญมาด้วยจ้า ทุกคนจะได้โมทนาบุญกัน
http://rinnathecat.exteen.com/20090902/entry



ให้ดาวไปเลย
ต้องพยายามดึงสติกลับมา เมตตาค้ำจุนโลก -*-




#1 By chockcolate_am on 2009-09-03 03:46