136: สัตว์เอ๊ย!
posted on 20 Aug 2009 21:06 by rinnathecat in Thoughtฉันเติบโตมา โดยที่ไม่ค่อยตีค่าอะไรมากนัก โดยเฉพาะอะไรสัตว์ๆ ฉันไม่รู้เลยว่าคำว่า "เป็นคนรักสัตว์" คืออะไร
ตอนป.สอง อาจารย์ที่โรงเรียน เอาวิดีโอโรคพิษสุนัขบ้ามาให้ดู มีหมากระโดดแฮ่ๆ น้ำลายยืด ทำท่าทางดุร้าย กระโดนเข้าใส่ น้ำลายกระเด็น กรี๊ดดดดด หลอนมั่กมาก ประกอบกับดูหนังฝรั่งย้อนยุคที่มีหมาบ้ากลุ่มใหญ่ วิ่งไล่คน (เรื่องไรไม่รู้ จำชื่อไม่ได้) คนก็วิ่งเข้าไปหลบในรถ หมาก็พยายามกระโจนตามมา เอาน้ำลายยืดป้ายกระจก ก๊าซๆๆๆๆ พยายามจะทุบกระจกแตก กรี๊ดๆๆๆ พอดูจบ จิตใจของเด็กน้อยป.สองของฉัน ก็แตกสลาย! ฉันกลัวหมาเข้าไส้ มาจนทุกวันนี้ น้ำลายของหมารึ หยึกหยึยสิ้นดี อี๊~~~~~~~ ไม่ว่าหมาจะมาเลียด้วยความรักหรืออะไรก็ตาม ไอ้ภาพหมาน้ำลายยืดพวกนั้น ก็ยังติดตาฉันมาตลอด
พอโตขึ้นมาหน่อย แม่ฉันเอาปลาทองมาเลี้ยงที่บ้าน ด้วยความที่แม่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงปลา ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เด็กน้อยอย่างฉัน ตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์กระดี๊กระด๊า พุ่งไปจะให้อาหารปลาเป็นอย่างแรกตอนเช้า ก็พบกับโศกนาฏกรรม ปลาทองสองตัวลอยอืดเป็นเกี้ยวกุ้งน้ำแบบเละๆอยู่ในโหล กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด~~~~~~ แล้วฉันก็กลัวปลาทองเข้าไส้ ฉันไม่เคยเห็นมันน่ารักเลยแม้แต่นิดเดียว กระนั้นไม่วาย แม่ฉันก็มีตู้ปลาใหม่ เลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกัน และในแต่ละวัน ฉันก็จะเห็นปลาตัวนั้น ฮุบตัวนี้ ฯลฯ ในที่สุดก็ค่อยๆลอยอืดเหมือนกันหมดตู้ หลอนสิ้นดี
ตั้งแต่เด็กมา ฉันก็แอบตั้งใจไว้ลึกๆว่า ฉันจะไม่ยุ่งกับสัตว์ทั้งหลายอีก ไม่ว่าจะหน้าขน ไม่หน้าขน ว่ายน้ำได้หรือน้ำลายไม่ยืดอะไรก็แล้วแต่ จะพูดไป ฉันคงเป็นคนที่ไม่รักสัตว์เอาซะเลย
จนกระทั่งวันนึง ที่บ้านพ่อฉัน ด้านหลัง เป็นสวนเล็กๆ พ่อชอบเปิดประตูไว้ ให้ลมมันโกรกๆ วันนั้น ลมแร๊งงง แรง ยังกะจะประชด แล้วอยู่ๆฝนก็เทลงมาหนักมาก แต่อารมณ์ว่า บ้านพ่อมีหลังคากันสาดยาว พ่อก็เลยยังคงเปิดประตูไว้แบบนั้นตามเดิม ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงเมี๊ยว~ เล็กๆ มาจากหลังบ้าน
แม่แมวตัวนึง คาบลูกวิ่งฝ่าฝนเข้ามา ถึงระเบียงบ้านฉัน เปียกมะล่อกมะแล่กกันทั้งแม่ทั้งลูก พ่อฉันก็ว่า โอ้ มันคงคาบลูกมาหลบฝน เพราะฝนแรงจัด ฉันกับพ่อก็เลยไปหาลังกระดาษ กับผ้าเช็ดตัวเก่าๆมาผืนนึง ใส่ไว้ให้ในลัง แม่แมวมันก็พาลูกไปอยู่ อยู่ได้แปบนึง มันก็วิ่งฝ่าฝนออกไปอีกสองรอบ คาบลูกเปียกมะล่อกมะแล่กมาอีกสองตัว รวมแม่ลูกเป็น 4 ตัว
ตอนนั้น ฉันสงสารมันมากๆ แต่ก็นับถือแม่แมวมากเช่นกัน ที่มันไม่ทิ้งลูกไว้กลางฝน อุตส่าห์คาบเข้ามาไว้ในร่ม ทั้งๆที่ฉันกับแม่แมว ก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน วันนั้น ฉันรู้สึกว่า ถ้าฉันไม่ช่วย พวกมันก็น่าสงสารเกินไปหน่อย ในใจฉันก็นึกถึงแต่คำว่า โรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้า เชื้อโรค เชื้อโรค เชื้อโรค เชื้อโรค เชื้อโรค เชื้อโรค เต็มหัวไปหมด แต่ด้วยคอมมอนเซนส์ธรรมดา ถ้าเปียกนานๆเดี๋ยวก็เป็นหวัด ฉันก็เลยช่วยๆแม่แมวมันเช็ดๆหน่อยนึง โชคดีว่า แม่แมวมันคุ้นกับคน คงมีคนเคยเลี้ยงมันมาก่อน มันเลยไม่กลัว หลังจากนั้น แมวครอกนั้นก็อาศัยอยู่บ้านพ่อฉัน จนพวกเด็กๆโตแล้วก็แยกย้ายกันไปเองจนหมด
หลังจากนั้น ฉันก็โอเคกับแมว ฉันก็รู้สึกว่า แมวก็น่ารักดี พวกมันมีความคิดและน่านับถือ ฉันก็เลยไม่ค่อยกลัวสัตว์หน้าขนมากนัก แม้ว่าฉันจะยังเป็นโรคจิต ต้องล้างมืออย่างแรง หลังจับแมวทุกครั้ง และเมื่อโอเคกับแมว ฉันก็ค่อยๆรู้สึกโอเคกับสัตว์หน้าขนอื่นๆขึ้นทีละนิด ถึงแม้จะยังกลัวน้ำลายหมา ฯลฯ อยู่ก็ตาม
ไม่นานมานี้ แม่ฉันผู้ซึ่งเชื่อคุณหมอดูฮวงจุ้ยอย่างจริงจัง บัญชามาว่าท่านอยากเลี้ยงปลาทอง 9 ตัว เพื่อเป็นศิริมงคล แต่กระนั้น ปลาทองมันก็ไม่ได้เป็นอะไรที่เหมาะกับคนไม่มีความรู้ ฉันผู้ซึ่งเป็นคนเกลียดปลาทอง กลัวปลาทองที่สุด ก็รู้สึกว่า ถ้าฉันไม่ศึกษาวิธีเลี้ยง ก็คงไม่มีใครในบ้านเรียนรู้ แล้วพวกมันก็คงจะอยู่กันอย่างทรมาน ฉันก็เลยเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง ว่าต้องเปลี่ยนน้ำยังไง ดูแลให้อาหารมันยังไง มันถึงจะแฮบปี้มีความสุขดี ตลอดอายุขัย แต่ก็นะ ปลาทองก็คือปลาทอง เมื่อเลี้ยงไปได้ซักปีกว่าๆ เกือบๆสองปี ปลาแต่ละตัว ก็ค่อยๆเอียง เจ็บป่วยทีละตัว
ตอนที่มันเจ็บป่วยนี่ นรกมากๆค่ะ เพราะมันจะเริ่มจากถุงลมไม่สมดุล ทำให้ลอยเอียงๆ พอเอียงแล้ว พุงบางส่วนลอยพ้นน้ำ พอพ้นน้ำ ผิวก็แห้ง เลือดก็ออก น่ากลัวมาก แต่ยังไม่ตาย ฉันกลับมาเห็นก็แบบ กรี๊ดๆๆๆๆๆๆ ทำยังไงดี รีบรุดไปหาข้อมูล ก็พบว่า ฉันต้องทาวาสลีนให้ผิวมันไม่แห้ง แล้วก็ทายารักษาแผลที่เลือดออก..
กึ่ง!!!
ทายาปลา แปลว่า...
ต้องจับปลา!
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด ฉันไม่อยากจับเกี๊ยวน้ำลอยได้พวกนั้น!!! ขอบอกว่าฉันกลัวมากๆ แต่ก็เข้าอิหร่อบเดิม.. ถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำ ถ้าไม่ทำ พวกมันก็เจ็บป่วยทรมานตายไปอย่างน่าสงสาร... ในที่สุด กรูก็ต้องวิ่งเปลี่ยนน้ำปลาเช้าเย็น ให้อาหารทีละเม็ดด้วยมือ (นึกสภาพออกมะคะ มันเอียงกินอาหารเองไม่ถึง ต้องคอยเขี่ยๆอาหารให้มันจนอิ่ม แถมอิพวกปลาแม่มยังชอบพ่นอาหารซะอีก กว่าจะอิ่มคือล่อไปเป็นชม.) ป้อนอาหารเสร็จก็ทายา ทาวาสลีน เป็นประจำทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่ช่วงที่งานยุ่งนรกสุดๆ ถ้าไม่ทำ พวกมันก็อาจจะตายไปอย่างทรมาน
ถึงจุดนั้น ฉันรู้สึกว่า ฉันเบื่อ และเหนื่อย กับสัตว์เลี้ยง แต่เมื่อมันบังเอิญมาเจอฉัน ฉันคิดง่ายๆแค่ว่า เราช่วยมันได้มั๊ย มันทำให้เราตายมั๊ย หรือเบียดเบียนเรามากมั๊ย ที่จะช่วยดูแลชีวิตซักชีวิตนึงให้อยู่รอดอย่างปกติสุข
ถ้าจะต้องตีค่าความรู้สึกต่างๆนานา ฉันบอกได้เต็มปากเลยว่า ฉันไม่ใช่คนรักสัตว์
แต่ฉันทนเห็นสิ่งมีชีวิตทรมานตายไป ทั้งๆที่ฉันสามารถช่วยได้ ไม่ได้
บางทีฉันก็คิดว่า คงเป็นดวงของมันสินะ ที่บังเอิญมาเจอฉัน คนที่ไม่ได้รักสัตว์เลยซักกะนิด
แต่คิดแล้วก็นะ ทุกวันนี้ ฉันมีบ้าน ไม่ต้องไประเหเร่ร่อน อดมื้อกินมื้อ โดนเจ้าถิ่นไล่ฟัด เป็นโรคประจำตัว ร่างกายเหวอะหวะ โดนผู้คนรอบข้างรังเกียจ ฉันเป็นคนๆนึง ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย มีของที่อยากได้เยอะแยะ แต่เทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่ลำบากกว่าฉันตั้งมากมาย ฉันก็ถือว่าฉันสบายมากๆแล้ว สิ่งใดที่เอาไปจากฉันได้ แล้วทำให้ชีวิตอื่นๆสบายขึ้น ฉันก็ยินดี
ในโลกนี้ มีข้ออ้างเยอะแยะมากมาย ที่เราจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือชีวิตอื่นๆในโลก ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไง บางคนอาจจะสบายใจ ที่มีข้ออ้างก็ได้ ชีวิตบางชีวิต อยู่กับบ้านตัวเองเฉยๆ วันนึงเมื่อเจ้าของบ้านบังเอิญมีข้ออ้างได้ ก็อัปเปหิมันออกจากบ้านไปซะงั้น เจอบ่อยมาก พวก "ผู้ใหญ่ที่บ้านแพ้ขนสัตว์ค่ะ" แบบ มีผู้ใหญ่ด้วย จะได้รู้สึกดี แต่ตามจริงค่ามันก็เท่ากันแหละ คือทอดทิ้งชีวิตนึงออกไปจากความรับผิดชอบดูแล ทั้งที่ทางเลือกในโลกนี้มีมาก การะประนีประนอมมีได้หลายแบบ แต่ด้วยความมักง่าย หมาแมวทั้งหลายก็เต็มวัดเต็มข้างถนนอย่างที่เห็น
ฉันยังคงยืนยันว่า ฉันไม่ใช่คนรักสัตว์ ฉันกลัวหมา และเกลียดปลาทอง
แต่ถ้าฉันช่วยให้ชีวิตนึง มีความสุขขึ้นได้แม้เพียงเล็กน้อย ฉันจะพยายามให้ดีที่สุดอย่างเต็มความสามารถ หลายครั้งที่ฉันรู้สึกว่า ถ้าฉันไม่ช่วย ใครจะช่วยมันกันนะ
ถ้าเราจะมองชีวิตแบบโลกๆ ตั้งแต่เกิดและตายไป เราจะวนเวียนอยู่ในวัฏจักรนี้แบบเห็นแก่ตัวไปเรื่อยๆก็ได้เหมือนกันนะ แต่สำหรับฉันแล้ว ชีวิตมีค่าหรือไม่มีค่า มันอยู่ที่ว่า เราได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตอื่นๆในทางที่ดีขึ้นรึเปล่า สัตว์ทุกตัวมีกรรมเป็นของตัวเอง บางตัวมันเกินเอื้อม เราก็ต้องปล่อยวาง แต่ก่อนจะปล่อยวาง ฉันจะถามตัวเองทุกครั้งว่า ฉันได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วรึยัง แล้วที่เราทำไป มันเดือดร้อนตัวเองมากขนาดนั้นเลยเหรอ At the end of the day เราก็ไม่ได้เดือดร้อนมากขนาดนั้นหรอก ไม่ดูหนังซักเรื่อง ไม่กินข้าวกับแฟนซักวัน ไม่ซื้อตุ๊กตาซักตัว แต่ชีวิตอื่นมีความสุขขึ้นได้เยอะมาก ชั่งน้ำหนักดูแล้ว ช่วยคนอื่น ชีวิตอื่น คุ้มกว่าตั้งเยอะ
จบ เพราะไม่รู้จะจบสวยๆหรือสรุปอะไรยังไง ประเด็นสำคัญได้พูดไปแระ หวังว่าทุกคนจะดูแล ชีวิตอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณให้ดีที่สุดอย่างเต็มความสามารถนะคะ
สวัสดี



สัตว์เอ๊ยสัตว์ สัตว์ก็มีหัวใจ



คมมากๆค่ะ
เพื่อนร่วมโลก ช่วยกันได้ก็ช่วยๆกัน
สัตว์ก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกันละน่ะ
แต่อยากให้คนในสังคมมีน้ำใจให้กันมากกว่านี้จัง
#1 By ka-fae-nom on 2009-08-20 22:14