หลายๆครั้งที่เวลาเราดูการแสดง ดูละคร ดูหนัง ดูอะไรก็ตาม  หลายๆคนมักจะคิดว่า การแสดง เป็นศาสตร์แห่งการหลอกลวง เป็นศาสตร์แห่งการเสแสร้ง แกล้งทำ นักแสดง คือคนที่มีความสามารถในการหลอกลวงชาวบ้าน แกล้งทำ อีโก้แรง และหลงตัวเอง ฟังดูแล้วไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ ทั้งๆที่ศาสตร์ของการแสดง เป็นศิลปะแขนงนึงที่โบราณที่สุด อยู่คู่มนุษยชาติมาตั้งแต่สมัยที่ยังสื่อสารกันไม่เป็นภาษา เป็นศาสตร์ของการถ่ายทอดเรื่องราว ที่เกิดขึ้น ให้กับอีกคนนึงได้รับรู้ ปากต่อปาก ก่อนจะมีกระดาษ หรือภาษาเขียนไว้จดไว้จารึกเรื่องราวกันซะอีก

 

มนุษย์ถ้ำ A เดินผ่านต้นไม้ เจอผลไม้หล่นใส่หัวตกใจ วิ่งไปบอกมนุษย์ถ้ำ B อุก้าๆๆๆ อุก้าาาา อุก้าาาาาาาาาา พร้อมกับทำมือให้ดู โชว์หัวที่เจ็บให้ดูอีกตังหาก วันถัดมามนุษย์ถ้ำ B ก็ไปบอกมนุษย์ถ้ำ C ว่าเมื่อวานอิ A มันโดนแอบเปิ้ลหล่นใส่หัว อุก้าๆๆๆ ทำท่าให้ดู นี่ก็เป็นเบสิคของการแสดงแล้ว ไม่เห็นมีตรงไหนที่เกี่ยวกับการเสแสร้งแกล้งทำเลยแม้แต่นิด

 

เอ๊ะ! ทำไมอยู่ๆถึงพูดถึงเรื่องนี้... นั่นสิ....

 

สมัยตอนที่ฉันเรียนตรีจบใหม่ๆ ฉันได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่กับคณะละครมรดกใหม่ของครูช่างอยู่ 2 ปี อิท่าไหนก็ไม่รู้ จริงๆแล้วเริ่มจากฉันไปเรียนเขียนบทละคร เพราะรู้สึกว่าตัวเองใช้ภาษาไทยสื่อสารไม่รู้เรื่อง (ถึงกับเคยตกเลข เพราะอ่านโจทย์ภาษาไทยแล้วงงมาแล้วทีเดียว เหอๆ) ^^; ไปถึงช่วงแรกๆ แทนที่ครูช่างจะสอนฉันเรื่องบทละคร 101 ครูกลับสอนธรรมะ! เวทนา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ ฉันก็แบบ... ห๊ะ!! ครูสอนว่า คนเราก่อนจะกระทำอะไรลงไป แยกการกระทำออกเป็นขั้นๆอันละเอียดมาก มีความรู้สึกนึงมากระทบ จึงรู้สึก รู้สึกแล้วเกิดความอยาก ความอยากสั่งการให้กระทำ จึงกระทำ ฯลฯ ฉันก็ทำหน้าตาก่งก๊ง ครูก็เลยบอกว่าให้ฉันไปเรียนการแสดงมาก่อน ฉันถึงจะเข้าใจการเขียนที่ดี.. ฉันก็บ้าจี้ไปเรียน

 

พี่สืบ เป็นครูสอนแอคติ้งของฉันคนแรก บทเรียนแรกๆของพี่สืบก็คือว่า เอ้า! กวางเจา ไปยืนเฉยๆหน้าห้อง ซัก 1 นาที แล้วให้คนอื่นดูเงียบๆสังเกตฉันไว้ให้ดี ฉันก็แบบ เอ๊ะ!! หนึ่งนาทีนั้นเป็นหนึ่งนาทีที่ฉันรู้สึกว่ามันน๊านนน นานนน รู้สึกเขินๆ ฮ่วย คนมองเต็มเลย ซักพักก็แบบ ชิน ซักพักก็แบบเบื่อๆ ซักพักก็เอาใจลอยไปลอยมาออกไปหน้าต่างบ้าง ออกไปที่อย่างอื่นบ้าง ว่าแล้วก็หมด 1 นาที

 

พอกลับมาอยู่รวมกัน พี่สืบก็จะถามเพื่อนๆว่า ระหว่างที่ยืนอยู่ กวางเจามันคิดอะไร ฉันก็แบบ ห๊ะ! ก็ฉันคิดของฉันเงียบๆ คนอื่นจะรู้ได้งัย? แต่คำตอบจากเพื่อนๆก็ผิดคาดมากๆ ทุกคนรู้แฮะ ว่าฉันเขิน แล้วก็เบื่อ แล้วก็ลอยออกไปนอกห้อง

 

จริงๆแล้วคนเรา มีประสาทสัมผัสรับรู้ความรู้สึกของคนอื่น ที่ส่งออกมาแบบละเอียดอ่อนเหมือนกันนะฉันว่า แต่ส่วนมากคนเราเผลอไป ฟังนี่ ทำนั่น ขำโน่น ลืมดูไป ว่ามีอะไรวิ่งมากระทบ แต่พอพี่สืบบอกให้จ้องไว้ให้ดี ทุกคนก็กลับมาเพ่งสิ่งที่ฉันทำ ทั้งๆที่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะบอกอะไรใคร แต่คนอื่นก็รับรู้ได้ ก็แหงล่ะ จ้องไว้ซะขนาดนั้น พี่สืบก็สรุปให้ฟังว่า ถ้าสมมติว่า ฉันเป็นนักแสดง เพื่อนๆเป็นคนดู ถ้าฉันคิดอะไร เชื่ออะไร รู้สึกยังไง แม้จะไม่พูดหรือไม่ตั้งใจ ส่งความรู้สึกออกมาเลยซักกะนิด แต่คนรอบข้างก็จะรู้สึกได้เอง เหมือนบางทีเวลาที่เราจับได้ ว่าคนนี้เฟค คนนั้นจริงใจ คนโน้นเขิน ฯลฯ แอดวานซ์เข้าไปใหญ่ ของบางอย่าง ถึงกับถ่ายทอดกันได้โดยไม่ต้องอาศัยกายเนื้อกันเลยทีเดียว เช่นนั่งดูภาพวาดของเพื่อน บางทีก็รู้ว่าเพื่อนคิดอะไรตอนวาด ^^; (เหมือนงานเขียนบางชิ้น ที่เขียนเพราะจริงใจจะเขียน หรือเขียนเพียงเพื่อส่งเสริมอีโก้ของตนเอง หรือเขียนเพราะอยากดัง คนอ่านก็รู้สึกได้เหมือนกันน๊าาาา -- โอ้ย เผลอเป็นต้องเหน็บ หยุดๆ)

 

กลับมาที่การแสดง แล้วนักแสดงที่ เสแสร้ง แกล้งทำ คนดูรู้มั๊ย? แหม~ รู้สิ พวกนักแสดงที่ไม่ "เชื่อ" ในสิ่งที่กำลังพูดกำลังทำ คนดูจะจับได้ทันทีเลย ว่าไม่ธรรมชาติ เช่น อยู่ๆให้เราเดินไปบอกเพื่อนว่า "ชั้นเกลียดแก ไอ่บ้า" ถ้าในใจเราคิดว่า "โอ้ย จะไปเกลียดมันได้ยังไง นี่มันเพื่อนรักของเรา" โทนที่แสดงออกก็จะออกมาเป็นเหมือน แซวเล่น ขำๆ แต่ถ้าในใจรู้สึกว่า "ไอ่นี่เลวสัด!!! กูเกลียดเมิง!!!" แล้วไปพูดประโยคเดิม แน่นอนว่า ความแรงที่ส่งไป มันจะรับรู้ได้ว่าเป็นอีกอย่างนึง ถ้าเป็นพวกนางเอกมาโซคิสต์ ปากไม่ตรงกับใจ "จริงๆแล้ว ชั้นรักเค้า!!" แต่โดนพ่อแม่กีดกัน ต้องด่าเค้าให้เค้าเกลียด แล้วหนีเค้าไปเพราะเราเป็นมะเร็งมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ตามสไตล์หนังเกาหลี ประโยคเดียวกัน ที่พูดออกไป มันจะเต็มไปด้วย ความกล้ำกลืน ฝืนทน ปนความเศร้า เคล้าความรัก ความบ้าบอ ความน้ำเน่า ฯลฯ มากมายจนพระเอกต้องจับได้ แล้วตามมาง๊อที่โรงบาล แล้วมารู้ทีหลังว่า "เธอหลอกชั้น!!" อะไรประมาณนั้น ทั้งๆที่พูดประโยคเดียวกันแท้ๆ

 

นักแสดงที่ดี ครูทั้งหลายของฉันสอนว่า คือคนที่

1. มีความสามารถ ในการเข้าใจจิตใจคนอื่น (ไม่แปลกที่นักแสดงคือศิลปิน และศิลปินโดยมากมักอ่อนไหวง่าย ก็เพราะจับรับรู้อารมณ์ได้ง่ายนั่นแหละ)

2. มีความสามารถในการ ฟังคนอื่นอย่างจริงใจ

3. มีความสามารถในการถ่ายทอดออกไปซื่อๆ โดยไม่เอาตัวเองผสมเข้าไปด้วย (มากนัก -- ที่ว่ามากนัก เพราะเรายังไม่บรรลุขนาดจะไม่มีตัวตนอีกต่อไป ดังนั้นยังไง๊ ยังไง มันก็จะมีตัวเราเข้าไปผสมด้วยหน่อยๆแหละ)

 

การแสดงที่ดีที่สุด คือการแสดงที่จริงใจที่สุด เพราะคนดูจะรับรู้ได้ถึงความจริงใจนั้นๆ การที่คนๆนึง เข้าใจตัวละคร ในฐานะคนอีกคนนึง เช่น เข้าใจว่า หนูน้อยหมวกแดง เป็นคนแบบนี้ โตมาแบบนี้ เจอประสบการณ์มาแบบนี้ เข้าใจว่าทำไมเค้าถึงเป็นแบบนี้ เข้าใจราวกับสามารถเป็นตัวละครนี้ได้ คนๆนี้ก็จะสามารถเรียกว่า แทบจะสื่อสาร แทนตัวละครนั้นๆได้เลยทีเดียว นี่คือความสามารถในการเข้าใจคนอื่น ในขณะเดียวกัน ที่เราเห็นใจคนอื่น เข้าใจคนอื่น ตัวตนและอีโก้ของเรา ก็จะลดลงเรื่อยๆ แทนที่เราจะมองโลกในมุมของเรา เราก็เรียนรู้ที่จะมองโลกในมุมของคนอื่นบ้าง เรียนรู้ว่าโลกนี้มีคนหลายๆแบบ คนแบบนี้ คิดแบบนี้ มองโลกแบบนี้ ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ จะมีปฏิกิริยาแบบนี้

 

ในเรื่องของการฟังคนอื่น มันก็เหมือนการมีสมาธินั่นแหละ บางทีเรากำลังเล่นคอมเพลินๆ แมวมาร้องเมี๊ยวอยู่ที่เท้า ในใจเราก็แบบ แปบนึงนะ ไว้ก่อนๆ ไม่สนใจจะฟัง แมวก็เมี๊ยวต่อไป ถ้าเรามีสมาธิที่จะฟังแมวละ เราก็อาจจะรู้สึกได้ว่า เอ๊ะ เมี๊ยวของมันวันนี้แปลกๆไปนะ เกิดอะไรขึ้น หันไปดู ปรากฏว่า อ๊ะ ขาติดในลิ้นชัก! เมี๊ยวเดียวกันของแมว ถ้าเราจริงใจที่จะฟัง เราก็จะรับรู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นขณะนั้น เวลาที่อยู่บนเวทีก็เหมือนกัน เมื่อนักแสดงอีกคน พูดอะไรออกมา หรือคนดูสื่ออะไรออกมา แล้วเราฟังเค้าจริงๆ เราก็จะรับรู้ได้ว่า เค้ากำลังสื่อสารอะไร มีอะไรวิ่งมากระทบเรา เรารู้สึกยังไง ตัวละครจะรู้สึกยังไง แต่ก็มีนะ นักแสดงบางคนที่ "รู้ล่วงหน้า" แอบดักไว้เลยว่า อ้อ เดี๋ยวอินี่มันจะกรี๊ดนะ พอกรี๊ดแล้วเราต้องตกใจ เราต้องเตรียมหน้าตาตกใจไว้เลย อันนี้คือการฟังที่ไม่จริงใจละ เพราะเราไม่ได้ตามรู้ แต่เราดักไว้ก่อน ผลก็คือ การแสดงจะออกมาเฟคๆ คนดูก็รับรู้ได้อีก ว่าเล่นห่วย อิอิ

 

ทีนี้ พอรับรู้สิ่งที่ส่งมาถึงเราแล้ว เราก็จะถ่ายทอดออกไป มีคนเคยบอกว่า นักแสดงที่ดี คือคนที่เปรียบเหมือนผ้าขาว ไม่มีบุคคลิกที่รุนแรงขุดไม่ออก ไม่มีความเป็นตัวเองสูงเกินเหตุจนเมินที่จะเข้าใจคนอื่น พร้อมที่จะทำตัวเป็นเพียง​ "กระจก" ถ่ายทอดออกไปอย่างซื่อๆ ไม่มีการปรุงแต่ง สมมติในเรื่อง มีคนเดินมาเหยียบเท้า ถ้าเราเจ็บแบบซื่อๆ เราก็ร้อง โอ้ย! ออกไป แต่บางคนเวลาปรุงแต่ง เอาตัวเองผสมลงไปด้วย ก็จะต้องเตรียมไว้ละ ว่า โอ้ยนี่ ฉันจะต้องโอ้ยแบบนางเอก โอ้ยแบบสวยๆ โอ้ยแบบหล่อๆ แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ก็แสดงออกมาให้คนดูเห็นอีกล่ะว่า อินี่แอบหลงตัวเองละ แทนที่จะถ่ายทอดเรื่องราวออกมาตรงๆ

 

พูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าใครไม่เคยมีประสบการณ์เล่นละครกันอย่างจริงๆจังๆ อาจจะนึกไม่ออกว่า เอ๊ะ มันยังไง แต่ถ้าพูดถึงการร้องเพลงละก็ ทุกคนคงจะเคยร้องแน่ๆ การแสดงเวลาร้องเพลง มันก็ยึดหลักเดียวกันค่ะ โอเค เราตัดหน้าตาที่น่าดูของนักร้องออกไป เราตัดความสามารถในการใช้เสียงหรือท่าเต้นออกไป มองส่วนของการถ่ายทอดเพียวๆ จริงๆแล้วหลักการมันก็คื๊อกั่น ว่าเราเข้าใจสิ่งที่เราร้องอยู่มั๊ย ว่ามันแปลว่าอะไร หมายความว่าอะไร เราเชื่อในสิ่งที่เรากำลังพูดกำลังร้องมั๊ย แล้วเราถ่ายทอดสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เรารู้สึกนั้น ออกไปอย่างซื่อๆ ตรงๆ โดยไม่เอาความกลัวไม่สวย กลัวไม่หล่อ หรือแอบหมั่นไส้ แอบอะไรต่อมิอะไร เจือปนลงไปด้วยรึเปล่า เพลงบางเพลง เป็นเพลงสนุก เวลาร้องแล้วถ้าคนร้องรู้สึกสนุก คนดูก็รู้สึกสนุก คนดูสนุก คนแสดงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของคนดู มันเป็นการสื่อสารกันแบบนึง เหมือนโยนรับลูกบอลกันไปมา

 

อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ได้สนับสนุนให้ "อิน" ไปกับทุกๆอย่างจนเกินไปนะคะ การ "อิน" ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีกับชีวิตซักเท่าไหร่ แต่ฉันสนับสนุนให้ "จริงใจ" กับการถ่ายทอดและรับฟังคนอื่นค่ะ เพลงบางเพลง เป็นเพลงเศร้า เราไม่ได้ต้องการร้องแล้วให้คนฟัง "เศร้า" ไปกับเราก็มีนะคะ เพราะบางเนื้อหา มันก็เป็นเพลงที่เอาไว้สะท้อนสังคม สะท้อนความเป็นไปในโลกนี้ เราก็ไม่จำเป็นจะต้องอินแบบกู่ไม่กลับก็ได้ค่ะ อยู่ที่คนสื่อสาร เลือกจะสื่อสารแบบไหน

 

ในแง่ของการอินเนี่ย ถ้าเป็นละคร เราจะถือว่า นักแสดงเป็นกระจกที่สะท้อนตัวอย่างชีวิตของคน ให้คนอื่นรับรู้ เป้าประสงค์ของนักแสดงไม่ได้อยู่ที่การทำให้คน "อิน" ตาม แต่อยู่ที่การ "สะท้อน" ให้เห็น ดังนั้น อาชีพนักแสดง ก็ไม่ใช่อาชีพบรรเทิงเริงรมย์ ที่ชักชวนให้คนหลง มัวเมา อย่างที่ใครๆคิดกัน เป็นอาชีพที่มีไว้ ถ่ายทอดเรื่องราว ยกเหตุการณ์นั้นๆมาจำลองให้คนได้รับรู้ อาชีพนักร้อง ถ้าถือว่าเป็น Performing Artist เหมือนกัน ก็ไม่ได้มีไว้ให้คนรู้สึกว่ามัวเมา ลุ่มหลง ไม่ว่าจะเป็น Performing Artist ในสาขาใดๆ มันก็เปรียบเหมือนจิตรกรวาดภาพนั่นแหละค่ะ จะวาดด้วยสีน้ำ สีอคริลิค หรือวาดในคอม มันก็คือการถ่ายทอดเรื่องราว ความคิด ความรู้สึก สะท้อนสิ่งต่างๆ ออกมาให้คนเห็น

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นในโลกนี้ ก็มีทั้งดีและเลว นักแสดง นักร้องดีๆที่ทำเพื่อคนอื่นก็มี ทำเพื่อตัวเองก็มี แต่ไม่ใช่ทุกคนต้องมัวเมา และอีโก้ บ้าคลั่งกับการได้รับการยอมรับเสมอไป การมีคนตอบรับ มีคนนิยมชมชอบ มันไม่ได้แปลว่า ต้องส่งผลในแง่ของการหลงตัวเองเสมอไป บางครั้งศิลปินบางคน สร้างสรรค์งาน เพื่ออยากให้กำลังใจคนอื่น เพื่ออยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น การที่มีคนตอบรับจำนวนมาก ก็เป็นการทำให้ศิลปินรู้สึกดีใจ ที่ผลงานของตัวเองเป็นประโยชน์กับคนอื่น ก็เป็นไปได้ ฉันไม่สนับสนุนให้มีอคติแบบ Cliche กับอาชีพใดอาชีพหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพียงเพราะใครๆก็คิดว่างั้น คนมักคิดว่า อาชีพหมอหรือครู เป็นอาชีพที่ได้บุญกุศล อาชีพนักแสดง เป็นอาชีพจอมปลอม หลอกลวง สะสมอีโก้ แต่คนเรา มีความสามารถต่างกัน มีชีวิตต่างกัน แต่มีโอกาสในการเลือก ที่จะทำสิ่งที่ดีหรือเลวเหมือนๆกัน เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ครูคนนี้ สอนไป คิดอะไรไป หรือนักแสดงคนนี้ เล่นละครไป คิดอะไรไป มุ่งหวังอะไร ตราบใดที่เราไม่ได้บรรลุมรรคผล เราคงจะไม่สามารถมองจิตใจของใครๆออกได้ปรุโปร่ง มันไม่ได้หมายความว่า คนที่เป็นดารา จะต้องต้องการเพียงแค่การยอมรับ เหมือนพ่อค้า จะต้องต้องการแต่เงิน หรือครูทุกคนจะเป็นพ่อพระแม่พระ หรือหมอทุกคนจะต้องเป็นคนดี โดยส่วนตัว ฉันคิดว่าเป็นการเสียเวลา ที่เราไปนั่งตีค่าคนอื่น 

 

การที่นักแสดงซักคน จะเป็นคนที่สามารถแสดงพลัง ให้ผู้คนยอมรับ ให้ผู้คนชื่นชมบ้าคลั่ง หลงไหล ได้อย่างรุนแรง ถึงขั้นเป็นซุปเปอร์สตาร์ นักแสดงคนนั้น อย่างน้อยที่สุด จะต้องมีคุณสมบัติของนักแสดงที่ดี อย่างที่ฉันพูดถึงไปบ้างแล้วข้างต้น ถ้านักแสดงซักคน ไม่จริงใจ เราก็ด่าไปละ ว่าอินี่ เฟค ถ้าไม่รับฟังคนอื่น ไม่ถ่ายทอดออกไปอย่างซื่อตรง มันก็เป็นอุปสรรคกับการแสดงของเค้าเอง ซึ่งก็ไม่ทำให้เค้าฮอตขึ้นมาร๊อกก ไอ้การดังด้วยการโปรโมท มันก็เหมือนเอาของงั้นๆใส่กล่องสวยๆ คนหลงซื้อไปรอบสองรอบ ก็จับไต๋ได้ ไม่นานก็ดับ แต่คนที่สามารถยืนหยัดได้นานๆ มันไม่ใช่เพียงแค่เอาของห่วยๆใส่กล่องสวยๆ แต่มันคือเนื้อแท้ข้างใน ที่จริงใจ จนคนดูรู้สึกรับรู้ได้

 

ใดๆก็ตาม มันก็เป็นเพียงเปลือก ที่จะถูกปอกลอกลงทีละชั้น คนดูแรกๆจะมาดูละคร ก็ดูโปสเตอร์ก่อน สวยป่าว ใครเล่น คนดังป่าว พอมาดูแล้ว เพลงเพราะป่าว ดูเข้าไปอีก คนแสดง แสดงดีละป่าว แสดงอย่างจริงใจรึเปล่า ผลไม้ใดๆ มีรูปสวยน่ากิน ก็มีไว้ดึงดูด ให้พวกชอบอะไรสวยๆ มาเลือกกิน แต่กินแล้วอร่อยไม่อร่อย กินแล้วถึงจะรู้ รู้แล้วว่าไม่อร่อย เอาใส่กล่องสวยขนาดไหน คนก็ไม่กิน แต่ ณ moment นั้นๆของการแสดง ที่เราแกะกล่องออกหมดแล้ว เอาฟันคมๆของเรา กัดผ่านเปลือก ลิ้มรสเข้าไปถึงเนื้อของผลไม้นั้นๆแล้ว บนเวที ณ เวลานั้น ที่เราจะรับรู้รสชาด เราได้ลอกสิ่งต่างๆออกไปหมดแล้ว ถ้าเป็นนักแสดง ตอนดูการแสดง เราก็จะมองทะลุลงไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเหลือจิตวิญญาณของคนๆนึง กับเรา ซึ่งเป็นคนดู พลัง ความตั้งใจ การถ่ายทอดอย่างจริงใจ ก็ถูกส่งออกมา ณ ตอนนั้น สำคัญว่า คนดู มีสมาธิ รับรู้ได้มั๊ย หรือติดกับดักอยู่แค่กล่องสวยๆ เปลือกสวยๆข้างนอก ไม่มีโอกาสได้เข้ามารับรู้ถึงสิ่งที่จิตวิญญาณหนึ่ง กำลังถ่ายทอดออกมา

 

อ๊าาา ว่าแล้วก็ เขียนอะไรกันนะ พอดีกว่า จบดื้อๆ เพราะคิดว่าพูดไว้ครอบคลุมละค่ะ ย้ำสุดท้าย ด้วยการแสดงที่ฉันคิดว่า จริงใจมากๆอันหนึ่ง คนอื่นอาจจะคิดคนละอย่างก็ได้นะคะ แต่สำหรับฉัน ทั้งแววตา สีหน้า น้ำเสียง เสียงหัวเราะ การถ่ายทอด ฉันยอมรับว่านี่เป็นศิลปะที่จริงใจในการนำเสนอมากชิ้นนึงเลยทีเดียว

 

ซึ่งไม่แปลกหรอกค่ะ ที่ใครๆ ไม่ว่าจะเป็นคนแตกต่างกันยังไง ก็สามารถรับรู้ได้ ถึงความจริงใจในการนำเสนออันนี้  การแสดงนี้เป็นการแสดงที่ฉันเชื่ออย่างสนิทใจ ว่าผู้แสดง เค้าหมายถึงสิ่งที่เค้ากำลังพูดอยู่จริงๆ และไม่ได้เอามาด เอาอีโก้ เอาความกลัวไม่สวย ไม่หล่อ และตัวตน มาบดบัง ความจริงใจนั้นๆ

 

 

 

แถมถ้าเพลงนั้นๆ คนที่กำลังร้อง มีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อ ก็ย่อมทำให้มีความลึกซึ้ง ในสารที่ต้องการสื่อสารให้ผู้คนรับรู้ เวลายิ่งร้อง ก็ยิ่งจริงใจเข้าไปใหญ่ ความยิ่งใหญ่ของนักแสดง ของดารา ถ้าคนดูอย่างเราๆ ติดกับแค่เปลือก เราก็จะพลาดสิ่งสำคัญที่อยู่ข้างในไป ศิลปะแห่งการเล่าเรื่อง การถ่ายทอดใดใด เป็นการง่าย ที่คนทั่วไป จะมองเห็นมันแค่ตะแกรงชั้นแรก บางคนก็คลั่งใคล้แค่เปลือกนอกอย่างน่าเสียดาย เพลงนี้ ไม่ต้องเอาท่าเต้นคูลๆมาดึงดูด แค่ทำท่าออกไปอย่างที่รู้สึก จริงใจยังไง ก็แสดงไปซื่อๆ คนดูก็รับรู้ได้ถึงความจริงใจนั้นๆเองล่ะค่ะ ว่ามั๊ย ^^

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อุ!กรี๊ด
แฟนพันธุ์แท้อะ
บางทีก็เป็นเคสสตัดดี้ที่ดี
เห็นชัด open-mounthed smile

เจริญธรรม ฯ

Hot!

#1 By Dhammasarokikku on 2009-07-19 06:05

ฉันไม่ใช่แฟนเพลงของไมเคิลค่ะ ฉันไม่เคยซื้อแผ่นไมเคิลซักกะแผ่น ไม่เคยตามฟัง ที่ฟังนี่คือฟังผ่านๆมาตลอด แต่แค่ผ่านๆ ก็กระแทกโดน บางอันก็โดนเพราะเท่ แค่เปลือกเฉยๆ บางอันก็โดนเพราะมันจริงใจ ผ่านเข้าไปเคาะความรู้สึกข้างในได้

ไม่ได้เขียนเอนทรี่นี้เพื่อไมเคิล แต่เขียนเพราะในฐานะที่เป็นศิลปิน อาจจะเข้าใจมุมมองของคนที่ทำอาชีพนี้ ได้มากกว่าคนที่ไม่เคยสัมผัส เป็นการเอาประสบการณ์มาแชร์กันเฉยๆค่ะ เพราะจริงๆแล้ว คนเรามักแอบมีอคติลึกๆ เกี่ยวกับอะไรก็ตามที่เค้ามองไม่ออก ไม่เข้าใจ ไม่เคยสัมผัส จริงมั๊ยคะ

#2 By Rinna ♥ on 2009-07-19 06:26

เรื่องภาพวาดงานบางชิ้นที่เป็นเส้นง่ายๆ เหมือนกัน
แต่ก็รู้สึกว่าคนวาดรู้สึกต่างๆกัน

ส่วนเรื่องการแสดงเวลาดูนักแสดงเก่งเล่นหนังเป็นคนละตัวละคร เหมือนเขามีวิญญาณคนละดวง)
(ตัวอย่างเรื่องlove letter เล่นโดยมิโฮ นากายาม่า )

ส่วนเรื่องนักร้องแต่ก่อนเคยคิดว่าอาชีพนี้ถ้ามีเพลงฮิตแล้วก็สบาย
เพราะหากินได้ตลอด...แต่มานึกดูการที่ต้องร้องเพลงซ้ำๆ ตลอด ถ่ายทอดอารมณ์ให้ได้ตลอด..โคตรยาก...



แต่ยุคนี้แพกเกจมันหนาและหลายชั้นกว่าจะเจอว่ามีเนิ้อในติ๊ดเดียวsad smile

#3 By wesong on 2009-07-19 11:08

เดี๋ยวเปิดทีวีแล้วเซ็งๆ เพราะว่า นักแสดงส่วนใหญ่เล่นเวอร์ให้ดูอย่างเดียว ดูแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย


ไม่เหมือนตอนเด็กๆ ที่ดูแล้วประทับใจไม่รู้ลืม

นักแสดงไทยในใจเราคือคุณนก สินจัยอ่ะ ถึงบางทีเธอจะเล่นล้นกลบคนอื่น แต่เธอก็ลึกซะทำให้รู้สึกได้ว่าเธอเป็นตัวละครนั้นๆ

เดี๋ยวนี้การแสดงดีๆ หาดูยากขึ้นทุกวันเนอะ

#4 By tapum on 2009-07-19 11:33

Hot! ทำไมฉันอ่านบทความเทอแล้วมาดูยูตู๊ป แอบขนลุ๊กซ์

#5 By HineyHelsinki on 2009-07-19 12:41

เราชอบ MJ ค่ะ แต่ไม่ได้ตามทุกผลงานหรอกนะคะ

ชอบดู MV ชอบเวลาเค้าแสดงสด

ถึงขนาดที่ว่า ห้าม!! ไม่ให้คนที่บ้านเปลี่ยนช่อง เวลาเค้าแสดงเลยค่ะ

เราว่าเค้า 'จริงใจ' และแสดงออกมาตามความรู้สึกนั้น อย่างชัดเจนค่ะHot!

#6 By hobbyburn on 2009-07-19 20:58

ขอมอบให้ด้วยใจจริงฮะHot! Hot! Hot!

ชอบ!!

#7 By @ P.M. on 2009-07-21 21:18