124: วัฒนธรรมความเห็นแก่ตัวในรั้วโรงเรียน
posted on 19 Jun 2009 01:03 by rinnathecat in Thoughtสมัยเรียนมีเพลงประจำมหาวิทยาลัยอยู่เพลงนึง ที่ฉันได้ยินทีไรก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า..
เมื่อปลายปีดอกจามจุรีร่วงหล่น ทิ้งใบเกลื่อนถนนเหลือเพียงลำต้นยืนไว้
เหล่าจุฬาฯทิ้งความสุขาทันใดพ่อแม่น้องพี่ใกล้ไกลอยู่ไหนลืมพลัน
ที่กินถิ่นนอน มิได้อาวรณ์นำพามีความปรารถนาเหลือเพียงตำราเท่านั้น
เพื่อนเชือนชักทิ้งจนคนรักสารพันหวังมิให้ตกชั้นรีไทร์
โอเค เพลงอาจจะไม่ได้ต้องการสื่อความหมายไม่ดี แต่คนที่ซึมซับเพลงท่อนนี้มาสร้างสม "วัฒนธรรมการเห็นแก่ตัวในรั้วโรงเรียน" เนี่ย.. ค่อนข้าง...... (เติมคำในช่องว่างเอาเอง)
ตั้งแต่เด็กๆ พวกเราส่วนใหญ่มักจะได้รับการสอนจากผู้ใหญ่ในสังคมว่า เราต้องเก่งกว่าคนอื่น เราต้องดีกว่าคนอื่น เวลาที่เราเรียนหนังสือ เราต้องเอาชนะผู้อื่น ทำคะแนนให้ดีกว่าคนอื่น เวลาอ่านหนังสือก็ต้องซุ่มอ่าน ถ้าเพื่อนมาถามก็ต้องบอกว่า โอ้ยย ไม่รู้เรื่องเหมือนกันเลยเท๊ออออ บางสังคมก็อาจจะหนักข้อถึงขั้นว่า ต้อง "เขี่ย" คนอื่นให้พ้นทาง เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ซึ่งฉันขอใช้คำพูดแรงๆว่า พฤติกรรมเช่นนี้ จริงๆแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์เลย
แล้วไอ้การฝังหัวด้วยทัศนคติทำนองเนี๊ย มันลุกลามไปจนถึงขั้นที่ว่า บางคนเห็นใครได้ดี เป็นยอมไม่ได้ บางคนเป็นโรคจิต รู้สึกว่า ถ้าไม่ตัดคนอื่นในชีวิตทิ้ง จะเหมือนว่าเราไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ บางคนหนักข้อ เห็นคนอื่นเป็นศัตรูไปหมด เห็นคนอื่นเป็นคู่แข่งไปหมด ทั้งๆที่จริงๆแล้วคนเหล่านั้น หลงลืมไปอย่างแรงๆว่า เรากำลังแข่งขันกับตัวเอง
การจะสอบเข้าของบางอย่าง เช่นเอนทรานซ์ ฯลฯ ดูเผินๆแล้วมันเหมือนกับเราแข่งกับคนอื่นทั่วประเทศเลยทีเดียว แต่ถ้ามองให้ลึกๆลงไปในมุมกลับแล้ว ข้อสอบเหล่านี้ เป็นข้อสอบที่วัดว่า เรามีความสามารถเหมาะสมที่จะเข้าไปเรียนในสถานที่นั้นๆแล้วรึยัง มันเป็นการแข่งกับความขี้เกียจ ความไม่เอาไหน ความไม่ตั้งใจของตัวเองล้วนๆ ไม่ว่าเพื่อนจะทำได้หรือไม่ได้ ก็ไม่ได้ทำให้เราทำข้อสอบได้มากน้อยเพิ่มขึ้นซักหน่อย
ยิ่งเราตัดคนอื่น ตัดเพื่อน ตัดพี่น้อง ตัดพ่อแม่ออกไป ยิ่งทำให้ชีวิตของเราโดดเดี่ยว ฉันเคยเห็นคนที่ไปซุ่มท่องหนังสือคนเดียวแทบตาย ใช้ชีวิตการเรียนอย่างเกร็งๆ เรียนพิเศษที่แล้วที่เล่า กลับบ้านดึกดื่น แต่กลับสอบเข้าไม่ได้เยอะแยะ.. ในขณะที่บางคนแม้กระทั้งจดเลคเชอร์ ก็จะด้วยลายมือที่อ่านง่าย เพียงเพราะเพื่อนจะได้อ่านออกง่าย จะได้เอาไว้แบ่งกับเพื่อนอ่าน เวลาดูหนังสือก็ช่วยเหลือกันกับเพื่อน อุดช่องโหว่ที่เราอาจจะพลาดไป แค่คิดด้วยคอมมอนเซนซ์ธรรมดา ความเครียดในการเรียนของคนสองแบบนี้ก็ต่างกันแล้ว
โอเค ไม่แข่งกับเพื่อน แข่งกับตัวเอง แต่อย่ามายุ่งกับกรู เพราะกรูกำลังจะสอบ.. นี่ก็เป็นความคิดแบบ.. น่าปลงอันหนึ่ง ชีวิตของคนเรานอกไปจากรั้วมหาลัย รั้วโรงเรียน ไม่ว่าจะระดับไหนก็แล้วแต่ เป็นชีวิตที่ไม่มีฤดูกาลสอบ เราไม่สามารถเอาข้ออ้างของการสอบ มาละทิ้ง กีดกัน บุคคลอื่นๆและความรับผิดชอบอื่นๆของเราออกไปจากชีวิตเราได้ คนเราเกิดมา มีต้นทุนไม่เท่ากัน มีครอบครัวไม่เหมือนกัน มีความรับผิดชอบแตกต่างกัน บางคนโชคดี ทำบุญมามาก มีที่บ้านเลี้ยงดูปูเสื่อ หาเงินให้ใช้ ฉันรูด เธอจ่าย พ่อแม่ปู่ย่าตายายสัตว์เลี้ยงไม่ต้องดูแล มีคนอื่นดูแลให้ วันๆไม่ต้องสนโต้ย ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร อ่านหนังสือหนังหาได้เต็มที่ แต่บางคนแม่ป่วย บ้านยากจน ต้องทำงานพิเศษไปด้วย เรียนไปด้วย หยุดไม่ได้ อุปสรรคชีวิตมากมายเหลือเกิน
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า คนประเภทแรกที่มีทุกอย่างพร้อมในชีวิต จะประสบความสำเร็จมากกว่าคนประเภทที่สองที่มีภาระมากมายเสมอไป คนที่มีพร้อมแต่เรียนไม่จบ รีไทร์ หรือล้มเหลวในการวางแผนชีวิตตัวเอง มีให้เห็นเกลื่อนประเทศ คนที่มีอุปสรรคที่เรียนดีจนมีคนส่งเสีย ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็เขียนหนังสือชีวประวัติตัวเองออกมาขายกันไม่หยุดไม่หย่อนเยอะแยะไป เพราะอะไรกันล่ะ?
ก็เพราะประเด็นสำคัญในการประสบความสำเร็จ คือการรักษาสมดุลได้อย่างยอดเยี่ยมต่างหาก
โอเค ตื่นเช้ามา ต้องทำงานก่อนไปเรียน ช่วยแม่ช่วยน้องช่วยครอบครัว ถ้าใฝ่ดี อยากเรียนดี ก็ต้องแบ่งเวลาให้เป็น ไม่ใช่ตัดเป็นตัดตายกับญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เพียงข้ออ้างว่ากรูต้องเรียน ในชีวิตปกติหลังเรียนจบแล้ว ทำงานๆไป อ๊ะ ซวยละ บ้านที่เช่าอยู่เค้าจะขาย เราต้องย้ายออกอย่างด่วน แต่มีโปรเจคพรีเซนต์อาทิตย์หน้า เราต้องทั้งหาที่อยู่ใหม่ พร้อมทำงานไปด้วย หรือบางคนมีลูก ปกติให้พ่อแม่ที่บ้านเลี้ยง อ้าว ซวยละ ช่วงนี้พ่อแม่ป่วย เลี้ยงหลานให้ไม่ได้ เราต้องแก้ปัญหาใหม่ แบ่งเวลา ฯลฯ คนเหล่านี้ ยิ่งรับผิดชอบชีวิตของตัวเองได้ดี ยิ่งมีความสามารถมาก ทั้งในด้านการแบ่งเวลา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมีความเข้มแข็ง ไม่หวั่นแม้วันมามาก
คนที่ไม่เคยฝึกฝนสกิลแบบนี้มา ถึงเวลาเจอปัญหาแล้วจะอึ้งๆ บางคนอาจจะโชคดี สมองไว เอาตัวรอดไปได้เป็นเปลาะๆ แต่มีสมองดีแค่ไหน ก็ไม่เท่ากับการมีความสามารถในการรักษาสมดุลเป็นอย่างดีในชีวิต ปัญหาชีวิตบางอย่าง เราไม่สามารถเอาความเก่งกาจเชิงคณิตศาสตร์ หรือความเก่งกาจด้านภาษา มาแก้ปัญหาได้ ถ้ามีแต่ความฉลาด แต่ไม่เคยฝึกฝนสกิลความเฉลียว
จริงๆแล้วการเรียนต่างๆ มันก็เหมือนการเล่นดนตรี หรือการเรียนภาษา นั่นแหละ อ๊ะ ซวยละ จะสอบอยู่อาทิตย์หน้า ชั้นต้องเล่นเพลงนี้ให้ได้เดี๋ยวนี้ หรือแบบ... กรี๊ดดด ฉันต้องพูดภาษาจีนไหหลำให้ได้ภายในสามวัน.. มันจะเป็นไปได้ยังไง -0-
การเรียนที่ดี มันก็เหมือนการซ้อมเปียโนทุกวัน พยายามพูดคุยเรียนรู้ภาษาต่างๆไปวันละนิดๆ เก็บเลเวลสะสมประสบการณ์ เราไม่สามารถเปิดบอทเก็บเวล หรืออัดฉีดความรู้ให้เข้ามาในหัวได้ภายในระยะเวลาอันสั้นหรอก บางคนอาจจะเอาตัวรอดไปได้ เพราะโอเค เกิดมาฉลาดกว่าคนอื่น แต่วันนึงก็จะถึงทางตันเหมือนกัน เพราะการซ้อมเปียโนทุกวัน ยังไงก็ทำให้มีความชำนาญ มากกว่าคนมาเร่งๆซ้อมเอาสามวันก่อนแข่ง
ดังนั้นแล้ว... เด็กๆทั้งหลาย มาหัด Juggling กันเถอะ อย่าตัดสิ่งใด หรือใครออกไปจากชีวิตเพียงเพราะเราต้องการข้ออ้าง ในการไม่รับผิดชอบ ไม่ช่วยเหลือผู้อื่น หรือเพื่อให้เราเห็นแก่ตัวได้อย่างไม่ผิด
ความเห็นแก่ตัว ไม่ใช่หนทางที่จะทำไปสู่การประสบความสำเร็จในชีวิต แต่การรู้จักแบ่งเวลา แก้ปัญหา และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีจิตสาธารณะ มันจะช่วยให้ชีวิตของเราสมูธขึ้น แม้ในเวลาที่ปัญหาถาโถมเข้ามามากที่สุด เราก็จะรู้จักฝ่าฟันไปได้ แถมยังมีคนอื่นๆที่เราไม่ละทิ้งเค้าตั้งแต่ต้นทาง มาคอยช่วยเหลือให้กำลังใจ แบ่งเบาภาระไปได้อีกด้วย
คนเรามักด่าทอพวกพ่อแม่ที่ทิ้งลูก ในวันที่ตัวเองลำบาก เพียงเพราะต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเองบ้างล่ะ หรือมีสิ่งต่างๆที่ต้องทำบ้างล่ะ แต่การที่เราเลือกที่จะเห็นแก่ตัวในวันที่เรามีสิ่งที่ต้องทำ ในวันที่เราลำบาก เราก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนเหล่านั้นที่เราด่าๆ
คนที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบในระดับปกติ ก็คือคนที่แบ่งเวลาชีวิตเพื่อสิ่งต่างๆที่ตัวเองต้องดูแลได้ โดยไม่ต้องตัดชีวิตไหนทิ้งไป ไม่ต้องมีข้ออ้างในการเห็นแก่ตัว ถ้าทำยังไม่ได้ ก็ถือว่ายังไม่โต ยังเป็นลูกแหง่อยู่ ถ้าทำได้ก็โอเค เป็นผู้ใหญ่คนนึง
คนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ในระดับที่น่านับถือคือ คนที่สามารถรับผิดชอบสิ่งที่ต้องทำเป็นปกติได้อย่างราบรื่น ดูแลทุกชีวิตที่พึ่งพาตัวเองอยู่ได้อย่างดี และยังมีจิตสาธารณะเผื่อแผ่ ไปช่วยเหลือผู้อื่นได้โดยไม่เห็นแค่ความเหนื่อยยากได้อีกตังหาก
การที่เด็กคนนึง จะเติบโตขึ้นจากรั้วโรงเรียน มาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ที่น่านับถือในสังคม ไม่ได้อยู่ที่การปลูกฝังให้เด็กๆทุกคน เห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเอง ตัดคนอื่นทิ้ง ไร้ความรับผิดชอบ ไร้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไร้จิตสาธารณะ ไร้การคิดถึงคนอื่น ไร้การคิดเผื่อคนอื่น เพียงเพราะกรูยุ่ง ไม่ว่าง... มรึงจะเป็นไงก็ช่าง เรื่องของมรึง แต่อยู่ที่การปลูกฝังตัวเองและสังคม ให้เต็มไปด้วยความมีน้ำใจ มีความรับผิดชอบ มีการวางแผนที่ดี และแบ่งเวลาให้เป็น เข้มแข็งและเฉลียวฉลาดมีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
บางคนก็จะเถียงว่า ก็ไม่มีเวลาจริงๆ ไม่ช่วยก็หาว่าแล้งน้ำใจใช่มั๊ย?
น้ำใจ แสดงออกได้ตั้งหลายทาง.. ถ้าคิดได้แค่ทางเดียวว่าถ้าไม่ช่วยแปลว่าแล้งน้ำใจ ก็แปลว่า ไม่มีความเฉลียว ในการพลิกแพลงแก้ปัญหาต่างๆ เห็นมะๆ
เขียนเองอ่านเองแล้วก็แบบ.. คอมมอนเซนซ์เนาะ.... แต่ถึงเวลา ก็เจอแต่พวกโตแต่ตัว ไม่น่านับถือ ไร้ความรับผิดชอบ และแล้งน้ำใจเต็มไปหมด... ถ้าสังคมมหาวิทยาลัยของเราปลูกฝังได้แต่แบบนี้จริงๆ ฉันถือว่าประเทศนี้ล้มเหลวนะเนี่ย...
อ่านแล้วจะเชื่อหรือไม่ ก็ไม่บังคับ แต่อยากเขียนไว้เตือนสติ รู้ตัวได้ก็โชคดีไป รู้ตัวไม่ได้ก็ ตัวใครตัวมัน เหอๆๆๆ




หงะ ไม่เกี่ยวว!!
น้องเอ็ดรับรอง



แต่คนรอบๆข้างเราที่เรียนอย่างเห็นแก่ตัวก็มีเยอะทีเดียว พอจบออกมาแล้วก็ไม่ได้ ได้ดีอะไรนะไม่รู้จะแข่งกันไปเพื่ออะไร
#1 By siamesemeow on 2009-06-19 04:29