สมัยเรียนมีเพลงประจำมหาวิทยาลัยอยู่เพลงนึง ที่ฉันได้ยินทีไรก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า..

 

เมื่อปลายปีดอกจามจุรีร่วงหล่น ทิ้งใบเกลื่อนถนนเหลือเพียงลำต้นยืนไว้
เหล่าจุฬาฯทิ้งความสุขาทันใดพ่อแม่น้องพี่ใกล้ไกลอยู่ไหนลืมพลัน
ที่กินถิ่นนอน มิได้อาวรณ์นำพามีความปรารถนาเหลือเพียงตำราเท่านั้น
เพื่อนเชือนชักทิ้งจนคนรักสารพันหวังมิให้ตกชั้นรีไทร์

 

โอเค เพลงอาจจะไม่ได้ต้องการสื่อความหมายไม่ดี แต่คนที่ซึมซับเพลงท่อนนี้มาสร้างสม "วัฒนธรรมการเห็นแก่ตัวในรั้วโรงเรียน" เนี่ย.. ค่อนข้าง...... (เติมคำในช่องว่างเอาเอง)

 

ตั้งแต่เด็กๆ พวกเราส่วนใหญ่มักจะได้รับการสอนจากผู้ใหญ่ในสังคมว่า เราต้องเก่งกว่าคนอื่น เราต้องดีกว่าคนอื่น เวลาที่เราเรียนหนังสือ เราต้องเอาชนะผู้อื่น ทำคะแนนให้ดีกว่าคนอื่น เวลาอ่านหนังสือก็ต้องซุ่มอ่าน ถ้าเพื่อนมาถามก็ต้องบอกว่า โอ้ยย ไม่รู้เรื่องเหมือนกันเลยเท๊ออออ บางสังคมก็อาจจะหนักข้อถึงขั้นว่า ต้อง "เขี่ย" คนอื่นให้พ้นทาง เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ซึ่งฉันขอใช้คำพูดแรงๆว่า พฤติกรรมเช่นนี้ จริงๆแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์เลย 

 

แล้วไอ้การฝังหัวด้วยทัศนคติทำนองเนี๊ย มันลุกลามไปจนถึงขั้นที่ว่า บางคนเห็นใครได้ดี เป็นยอมไม่ได้ บางคนเป็นโรคจิต รู้สึกว่า ถ้าไม่ตัดคนอื่นในชีวิตทิ้ง จะเหมือนว่าเราไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ บางคนหนักข้อ เห็นคนอื่นเป็นศัตรูไปหมด เห็นคนอื่นเป็นคู่แข่งไปหมด ทั้งๆที่จริงๆแล้วคนเหล่านั้น หลงลืมไปอย่างแรงๆว่า เรากำลังแข่งขันกับตัวเอง

 

การจะสอบเข้าของบางอย่าง เช่นเอนทรานซ์ ฯลฯ ดูเผินๆแล้วมันเหมือนกับเราแข่งกับคนอื่นทั่วประเทศเลยทีเดียว แต่ถ้ามองให้ลึกๆลงไปในมุมกลับแล้ว ข้อสอบเหล่านี้ เป็นข้อสอบที่วัดว่า เรามีความสามารถเหมาะสมที่จะเข้าไปเรียนในสถานที่นั้นๆแล้วรึยัง มันเป็นการแข่งกับความขี้เกียจ ความไม่เอาไหน ความไม่ตั้งใจของตัวเองล้วนๆ ไม่ว่าเพื่อนจะทำได้หรือไม่ได้ ก็ไม่ได้ทำให้เราทำข้อสอบได้มากน้อยเพิ่มขึ้นซักหน่อย

 

ยิ่งเราตัดคนอื่น ตัดเพื่อน ตัดพี่น้อง ตัดพ่อแม่ออกไป ยิ่งทำให้ชีวิตของเราโดดเดี่ยว ฉันเคยเห็นคนที่ไปซุ่มท่องหนังสือคนเดียวแทบตาย ใช้ชีวิตการเรียนอย่างเกร็งๆ เรียนพิเศษที่แล้วที่เล่า กลับบ้านดึกดื่น แต่กลับสอบเข้าไม่ได้เยอะแยะ.. ในขณะที่บางคนแม้กระทั้งจดเลคเชอร์ ก็จะด้วยลายมือที่อ่านง่าย เพียงเพราะเพื่อนจะได้อ่านออกง่าย จะได้เอาไว้แบ่งกับเพื่อนอ่าน เวลาดูหนังสือก็ช่วยเหลือกันกับเพื่อน อุดช่องโหว่ที่เราอาจจะพลาดไป แค่คิดด้วยคอมมอนเซนซ์ธรรมดา ความเครียดในการเรียนของคนสองแบบนี้ก็ต่างกันแล้ว

 

โอเค ไม่แข่งกับเพื่อน แข่งกับตัวเอง แต่อย่ามายุ่งกับกรู เพราะกรูกำลังจะสอบ.. นี่ก็เป็นความคิดแบบ.. น่าปลงอันหนึ่ง ชีวิตของคนเรานอกไปจากรั้วมหาลัย รั้วโรงเรียน ไม่ว่าจะระดับไหนก็แล้วแต่ เป็นชีวิตที่ไม่มีฤดูกาลสอบ เราไม่สามารถเอาข้ออ้างของการสอบ มาละทิ้ง กีดกัน บุคคลอื่นๆและความรับผิดชอบอื่นๆของเราออกไปจากชีวิตเราได้ คนเราเกิดมา มีต้นทุนไม่เท่ากัน มีครอบครัวไม่เหมือนกัน มีความรับผิดชอบแตกต่างกัน บางคนโชคดี ทำบุญมามาก มีที่บ้านเลี้ยงดูปูเสื่อ หาเงินให้ใช้ ฉันรูด เธอจ่าย พ่อแม่ปู่ย่าตายายสัตว์เลี้ยงไม่ต้องดูแล มีคนอื่นดูแลให้ วันๆไม่ต้องสนโต้ย ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร อ่านหนังสือหนังหาได้เต็มที่ แต่บางคนแม่ป่วย บ้านยากจน ต้องทำงานพิเศษไปด้วย เรียนไปด้วย หยุดไม่ได้ อุปสรรคชีวิตมากมายเหลือเกิน

 

แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า คนประเภทแรกที่มีทุกอย่างพร้อมในชีวิต จะประสบความสำเร็จมากกว่าคนประเภทที่สองที่มีภาระมากมายเสมอไป คนที่มีพร้อมแต่เรียนไม่จบ รีไทร์ หรือล้มเหลวในการวางแผนชีวิตตัวเอง มีให้เห็นเกลื่อนประเทศ คนที่มีอุปสรรคที่เรียนดีจนมีคนส่งเสีย ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็เขียนหนังสือชีวประวัติตัวเองออกมาขายกันไม่หยุดไม่หย่อนเยอะแยะไป เพราะอะไรกันล่ะ?

 

ก็เพราะประเด็นสำคัญในการประสบความสำเร็จ คือการรักษาสมดุลได้อย่างยอดเยี่ยมต่างหาก

 

โอเค ตื่นเช้ามา ต้องทำงานก่อนไปเรียน ช่วยแม่ช่วยน้องช่วยครอบครัว ถ้าใฝ่ดี อยากเรียนดี ก็ต้องแบ่งเวลาให้เป็น ไม่ใช่ตัดเป็นตัดตายกับญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เพียงข้ออ้างว่ากรูต้องเรียน ในชีวิตปกติหลังเรียนจบแล้ว ทำงานๆไป อ๊ะ ซวยละ บ้านที่เช่าอยู่เค้าจะขาย เราต้องย้ายออกอย่างด่วน แต่มีโปรเจคพรีเซนต์อาทิตย์หน้า เราต้องทั้งหาที่อยู่ใหม่ พร้อมทำงานไปด้วย หรือบางคนมีลูก ปกติให้พ่อแม่ที่บ้านเลี้ยง อ้าว ซวยละ ช่วงนี้พ่อแม่ป่วย เลี้ยงหลานให้ไม่ได้ เราต้องแก้ปัญหาใหม่ แบ่งเวลา ฯลฯ คนเหล่านี้ ยิ่งรับผิดชอบชีวิตของตัวเองได้ดี ยิ่งมีความสามารถมาก ทั้งในด้านการแบ่งเวลา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมีความเข้มแข็ง ไม่หวั่นแม้วันมามาก

 

คนที่ไม่เคยฝึกฝนสกิลแบบนี้มา ถึงเวลาเจอปัญหาแล้วจะอึ้งๆ บางคนอาจจะโชคดี สมองไว เอาตัวรอดไปได้เป็นเปลาะๆ แต่มีสมองดีแค่ไหน ก็ไม่เท่ากับการมีความสามารถในการรักษาสมดุลเป็นอย่างดีในชีวิต ปัญหาชีวิตบางอย่าง เราไม่สามารถเอาความเก่งกาจเชิงคณิตศาสตร์ หรือความเก่งกาจด้านภาษา มาแก้ปัญหาได้ ถ้ามีแต่ความฉลาด แต่ไม่เคยฝึกฝนสกิลความเฉลียว

 

จริงๆแล้วการเรียนต่างๆ มันก็เหมือนการเล่นดนตรี หรือการเรียนภาษา นั่นแหละ อ๊ะ ซวยละ จะสอบอยู่อาทิตย์หน้า ชั้นต้องเล่นเพลงนี้ให้ได้เดี๋ยวนี้ หรือแบบ... กรี๊ดดด ฉันต้องพูดภาษาจีนไหหลำให้ได้ภายในสามวัน.. มันจะเป็นไปได้ยังไง -0-

 

การเรียนที่ดี มันก็เหมือนการซ้อมเปียโนทุกวัน พยายามพูดคุยเรียนรู้ภาษาต่างๆไปวันละนิดๆ เก็บเลเวลสะสมประสบการณ์ เราไม่สามารถเปิดบอทเก็บเวล หรืออัดฉีดความรู้ให้เข้ามาในหัวได้ภายในระยะเวลาอันสั้นหรอก บางคนอาจจะเอาตัวรอดไปได้ เพราะโอเค เกิดมาฉลาดกว่าคนอื่น แต่วันนึงก็จะถึงทางตันเหมือนกัน เพราะการซ้อมเปียโนทุกวัน ยังไงก็ทำให้มีความชำนาญ มากกว่าคนมาเร่งๆซ้อมเอาสามวันก่อนแข่ง

 

ดังนั้นแล้ว... เด็กๆทั้งหลาย มาหัด Juggling กันเถอะ อย่าตัดสิ่งใด หรือใครออกไปจากชีวิตเพียงเพราะเราต้องการข้ออ้าง ในการไม่รับผิดชอบ ไม่ช่วยเหลือผู้อื่น หรือเพื่อให้เราเห็นแก่ตัวได้อย่างไม่ผิด

 

ความเห็นแก่ตัว ไม่ใช่หนทางที่จะทำไปสู่การประสบความสำเร็จในชีวิต แต่การรู้จักแบ่งเวลา แก้ปัญหา และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีจิตสาธารณะ มันจะช่วยให้ชีวิตของเราสมูธขึ้น แม้ในเวลาที่ปัญหาถาโถมเข้ามามากที่สุด เราก็จะรู้จักฝ่าฟันไปได้ แถมยังมีคนอื่นๆที่เราไม่ละทิ้งเค้าตั้งแต่ต้นทาง มาคอยช่วยเหลือให้กำลังใจ แบ่งเบาภาระไปได้อีกด้วย

 

คนเรามักด่าทอพวกพ่อแม่ที่ทิ้งลูก ในวันที่ตัวเองลำบาก เพียงเพราะต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเองบ้างล่ะ หรือมีสิ่งต่างๆที่ต้องทำบ้างล่ะ แต่การที่เราเลือกที่จะเห็นแก่ตัวในวันที่เรามีสิ่งที่ต้องทำ ในวันที่เราลำบาก เราก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนเหล่านั้นที่เราด่าๆ

 

คนที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบในระดับปกติ ก็คือคนที่แบ่งเวลาชีวิตเพื่อสิ่งต่างๆที่ตัวเองต้องดูแลได้ โดยไม่ต้องตัดชีวิตไหนทิ้งไป ไม่ต้องมีข้ออ้างในการเห็นแก่ตัว ถ้าทำยังไม่ได้ ก็ถือว่ายังไม่โต ยังเป็นลูกแหง่อยู่ ถ้าทำได้ก็โอเค เป็นผู้ใหญ่คนนึง

 

คนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ในระดับที่น่านับถือคือ คนที่สามารถรับผิดชอบสิ่งที่ต้องทำเป็นปกติได้อย่างราบรื่น ดูแลทุกชีวิตที่พึ่งพาตัวเองอยู่ได้อย่างดี และยังมีจิตสาธารณะเผื่อแผ่ ไปช่วยเหลือผู้อื่นได้โดยไม่เห็นแค่ความเหนื่อยยากได้อีกตังหาก

 

การที่เด็กคนนึง จะเติบโตขึ้นจากรั้วโรงเรียน มาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ที่น่านับถือในสังคม ไม่ได้อยู่ที่การปลูกฝังให้เด็กๆทุกคน เห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเอง ตัดคนอื่นทิ้ง ไร้ความรับผิดชอบ ไร้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไร้จิตสาธารณะ ไร้การคิดถึงคนอื่น ไร้การคิดเผื่อคนอื่น เพียงเพราะกรูยุ่ง ไม่ว่าง... มรึงจะเป็นไงก็ช่าง เรื่องของมรึง  แต่อยู่ที่การปลูกฝังตัวเองและสังคม ให้เต็มไปด้วยความมีน้ำใจ มีความรับผิดชอบ มีการวางแผนที่ดี และแบ่งเวลาให้เป็น เข้มแข็งและเฉลียวฉลาดมีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

 

บางคนก็จะเถียงว่า ก็ไม่มีเวลาจริงๆ ไม่ช่วยก็หาว่าแล้งน้ำใจใช่มั๊ย?

 

น้ำใจ แสดงออกได้ตั้งหลายทาง.. ถ้าคิดได้แค่ทางเดียวว่าถ้าไม่ช่วยแปลว่าแล้งน้ำใจ ก็แปลว่า ไม่มีความเฉลียว ในการพลิกแพลงแก้ปัญหาต่างๆ เห็นมะๆ

 

เขียนเองอ่านเองแล้วก็แบบ.. คอมมอนเซนซ์เนาะ.... แต่ถึงเวลา ก็เจอแต่พวกโตแต่ตัว ไม่น่านับถือ ไร้ความรับผิดชอบ และแล้งน้ำใจเต็มไปหมด... ถ้าสังคมมหาวิทยาลัยของเราปลูกฝังได้แต่แบบนี้จริงๆ ฉันถือว่าประเทศนี้ล้มเหลวนะเนี่ย... 

 

อ่านแล้วจะเชื่อหรือไม่ ก็ไม่บังคับ แต่อยากเขียนไว้เตือนสติ รู้ตัวได้ก็โชคดีไป รู้ตัวไม่ได้ก็ ตัวใครตัวมัน เหอๆๆๆ

 

ตอนอยู่มหาลัย บังเอิญอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ค่อนข้างช่วยเหลือกัน เราถือว่าโชคดีทีเดียว (เรียนจบมาได้ก็เพราะเพื่อนเพราะตัวเองไม่เคยจดเลคเชอร์เลยแต่เพื่อนซีรอคให้เสมอๆ)
แต่คนรอบๆข้างเราที่เรียนอย่างเห็นแก่ตัวก็มีเยอะทีเดียว พอจบออกมาแล้วก็ไม่ได้ ได้ดีอะไรนะไม่รู้จะแข่งกันไปเพื่ออะไรangry smile

#1 By siamesemeow on 2009-06-19 04:29

พูดไม่ออก บอกไม่ถูก แต่ซึ้งใจมากกกก Hot! Hot! Hot!

ตอนนี้ประสบปัญหาหลายอย่างเลย sad smile
เหมือนโดน ผุ้ญ ในชั้น มิชอบขี้หน้าอย่างไร้เหตุผลป่าวหว่า sad smile embarrassed หงะ ไม่เกี่ยวว!!
ที่ รร เก่าเจอคนเห็นแก่ตัวขั้นอยากแข่งมาก กูจะเมพคนเดียว ทั้งที่เป็นเพื่อสนิทกัน แต่กลัวเพื่อนเก่งกว่า
เค้าไม่ยอมซีล็อกใบงานให้เพื่อนเค้าคนเดียว ทั้งที่ต้องให้คนทั้งห้อง อาจารยบอกมา พอเพื่อนสนิทเค้าถามจริงๆว่า ทำไมเราไม่ได้ละ เธอกลับตอบว่า เก่งนักนิ หาเองสิ
(กรรมเวร) sad smile

#2 By ☆ TIMO ☆ on 2009-06-19 07:37

ยอมรับว่าอ่านบล็อกคุณรินนาแล้วบางที จะ "จนถ้อยคำ" ที่จะตอบจริงๆ นะ

เพราะทั้งหมดนี้เห็นด้วยจากใจเลย มันครบถ้วนกระบวนความ อยู่ในนั้นจนไม่รู้จะคอมเม้นอะไร ^^''

ทั้งๆ ที่บางทีก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่เราคิดเป็นชิ้นเป็นส่วนเล็กๆ น้อยๆ แต่พอมาอ่าน มันแบบว่าใช่เลย :)

"เราไม่สามารถเอาข้ออ้างของการสอบ มาละทิ้ง กีดกัน บุคคลอื่นๆและความรับผิดชอบอื่นๆของเราออกไปจากชีวิตเราได้"

"ก็เพราะประเด็นสำคัญในการประสบความสำเร็จ คือการรักษาสมดุลได้อย่างยอดเยี่ยมต่างหาก"

คนที่บ่นว่าฉันงานยุ่ง ฉันไม่มีเวลา แล้วเกี่ยงงานตลอดเวลา ก็เห็นเอาแต่บ่นแล้วก็ไม่ทำงานเสียทีน่ะน้าsad smile
Hot! Hot! อ้าวลืม confused smile
จัดสรรและแบ่งปัน confused smile

#5 By nora on 2009-06-19 08:12

ปัญหาแบบนี้พบได้ตั้งแต่ ม.1 เป็นต้นไป

(และบางทีก็น้องประถม)

sad smile

#6 By Variety-Phet on 2009-06-19 08:23

ไม่รู้ว่าจะคอมเม้นท์อะไรดีครับ
เอาเป็นว่าผมเห็นด้วยกับที่เขียนมาครับ

อยากให้คนอื่นได้อ่านด้วย


Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#7 By พงคุง on 2009-06-19 08:55

เห็นด้วยจ้ะ แลกเปลี่ยนความรู้ได้ผลดีที่สุด เพราะมันจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนหนังโป๊ักันดู น้องเอ็ดรับรอง

#8 By Eddy on 2009-06-19 09:09

Hot! Hot! Hot!

#9 By Eddy on 2009-06-19 09:12

ที่เจอในคณะนั่นยังน้อย <--- เกทับบลั๊ฟแหลก (รู้ตัวว่ากำลังเกทับ ถือว่าปฏิบัติเสร็จแล้ว ... ฮา)

ยังมีคณะเมพกว่านั้นอีก ...

แต่ในที่มืดก็มีแสงสว่าง ในที่สว่างก็มีมุมมืดเสมอ

ขึ้นกับเราจักหาเจอหรือเปล่า

แอร๊ยยย.... เคยเป็นคนแบบนั้นมาก่อนคร๊าาาาา...

ภายหลังพบว่า เรียนคนเดียวไปไม่รอดนั่นแล เลยหันมาจับกลุ่ม พบว่า เรียนสบายขึ้นมากมาย แถมหัวข้อไหนที่เราเป็นคนติวคนอื่น เราจักเมพขึ้นกว่าเดิมอีก

ปัจจุบันทำหนังสือติวสอบนักธรรมโทแจกคร๊าาาา... (ใช้กรรมที่เคยเห็นแก่ตัว) ใกล้เสร็จแล้ว ใช้พลังงานมากมายเหลือเกิน (เพราะต้องต่อสู้กับความขี้เกียจของตัวเอง)

ว่าแต่ฉลากยาถ่ายสามัญประจำวัด "มะเกรงขาม" ไปถึงไหนแล้วหนอ เงียบไปเลย

เจริญธรรม ฯ

Hot!

#10 By Dhammasarokikku on 2009-06-19 10:00

>_<

แย่จังๆ เราหลุดรั้วโรงเรียนมาแล้ว ว้า แย่จัง ไม่อินเลย
(ซะที่ไหน =_=")

หากเห็นแก่ตัวในโรงเรียน ก็เห็นแก่ตัวที่ไหนก็ได้ครับ เห็นด้วย >_<

#11 By Elta_kung on 2009-06-19 10:14

จริงค่ะ เป็นเรื่องที่เรายึดถือขึ้นใจอีกเรื่องนึงเลย เราไม่ชอบที่ต้องแข่งกับคนอื่น เราไม่เข้าใจว่าจะแข่งไปทำไม สิ่งที่เราทำได้ คือทำตัวเองให้ดีที่สุด และพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเราสามารถช่วยใครได้ จงช่วย คนอื่นดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราแย่ลง แต่การที่เราหวังให้คนอื่นไม่ดีขึ้นต่างหาก ที่ทำให้เราแย่ลง

#12 By gsawa on 2009-06-19 10:38

ไม่ค่อยมีประสบการณ์ทางนี้เท่าไร เพราะกลุ่มเพื่อนสมัยเรียน เป็นพวกกิจกรรมนำหน้า เฮฮาที่สอง เรียนเป็นเรื่องรอง ฉลองได้ทุกวัน แฮ่
เราแบ่งเวลากันเก่งมากครับ สามารถแบ่งเวลา ๑ คืนก่อนสอบ ให้อ่านเนื้อหาที่เรียนกันมาตลอดครึ่งเทอมได้อย่างน่าอัศจรรย์ หุ หุ
Hot!

#13 By mahaoath on 2009-06-19 11:58

เมื่อไม่รู้ ก็ต้องถาม Give & Take ไปเรื่อย~

ปรกติก็ช่วยคนอื่นนะ แต่พอถึงเวลามีเรื่องมั่ง ชาวบ้านไม่ช่วยเลยอ่า~

#14 By Joker on 2009-06-19 12:49

Hot! Hot!

เคยถามเพื่อนว่า ทำงานยัง

เพื่อนบอกว่าเรายังไม่ได้ทำ แต่เวลาส่ง มีงานไปฟูบาน อารมณ์เสีย ให้ฉํนมีกระดาษไป2เปเปอร์ด้วยความโง่วเชื่อมันดิ่

พออีกอาทิตย์หนึ่ง เขาก็มาถามฉันว่า ฉันทำงานยัง
ฉันก็บอกว่า ยัง

ฮ่า

มันคงคิดว่าฉันจะมา 2เปเปอร์
ฉันส่งงานกึ่งจริงไปเลยจำไม่ได้ว่ากี่แผ่นแต่ฟูบาน

เอ๊ะ หลังจากนั้นไม่มีใครถามใรอีกเลย ตลกดี


#15 By HineyHelsinki on 2009-06-19 12:51

เพราะโตขึ้น เราต้องอยู่ในสังคม Hot!

#16 By on 2009-06-19 15:29

เอ...อันนี้น่าจะมาจากหลายส่วนผสมกัน
ในโลกสามารถผสมกันระหว่างตัวเลขศูนย์ถึงเก้า
มันทำให้โลกกว้างขวางขึ้น...ที่สำคัญน่าอยู่
แต่หากเราสร้างโลกให้โดด เพียงหนึ่ง...
ผลตอบแทนของเลขโดด คือ เดี่ยวค่ะ

อันนี้เราต้องยอมรับเลขร่วมให้ได้ก่อนเพื่อทำให้เลขโดดเดียวไม่สำคัญ

สร้างโลกที่มากเลขร่วมกันดีกว่าค่ะ

ขอบคุณค่ะ

#17 By มิตร on 2009-06-19 21:29

Hot! Hot!

#18 By Iskal on 2009-06-19 22:45

Hot! เตือนสติได้เยอะเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ ที่เขียนข้อความเหล่านี้ไว้ค่ะ cry

#19 By hobbyburn on 2009-06-19 22:49

การเรียนที่ดีที่สุดคือการสอนคนอื่น

#20 By KC_CRUSH on 2009-06-19 22:49

เห็นด้วยทุกประโยคครับ Hot!

เท่าที่ผมเห็นเพื่อน ๆ ผมนั้น คนที่เรียกเก่ง และกิจกรรมดีด้วย เคล็ดลับอยู่ที่การแบ่งเวลาทั้งสิ้น

คนพวกนี้มีเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา 24 ชั่วโมงเท่าคนอื่นก็จริง แต่เพราะการใช้เวลาที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ รู้จักผ่อนคลายในเวลาที่ถูก รู้จักเคร่งเครียดในขณะที่เหมาะสม จึงทำให้ทำอะไรได้มากเหมือนมีเวลามากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว

ผมว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จากปัจจัย 2 อย่างด้วยกัน

1. ปัจจัยภาพนอกที่มีอุปสรรคต่าง ๆ คอยกระตุ้นให้คน ๆ นั้นก้าวข้ามและได้พัฒนาตัวเองไปพร้อมกัน

2. ปัจจับภายในของคน ๆ นั้นเองที่เดิมเป็นคนมีความสามารถอยู่พอสมควร และมีนิสัยไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบาก มีความพยายาม เวลามีอุปสรรคก็ค่อย ๆ คิดแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ และค่อยสอบทานตัวเองอยู่เสมอว่าขาดตกบกพร่องตรงไหนจะได้ไปพัฒนาให้ถูกจุด สุดท้ายนอกจากจะเอาชนะอุปสรรคได้ ตัวเองยังพัฒนาไปด้วย

ถ้ามีสองอย่างนี้ผมว่าคนเราจะพัฒนาตัวเองได้อย่าวไม่สิ้นสุดครับ

#21 By Highwind on 2009-06-19 23:00

ยังมีความเห็นแก่ตัวอีกประเภทค่ะ... sad smile

แบบที่เอาแต่เล่น ไม่ยอมเรียน คุยเสียงดังในห้อง ขัดขวางคนตั้งใจเรียน แต่พอเวลาจะสอบ ดันจะให้คนตั้งใจเรียนที่โดนขัดขวางช่วยติวให้....

ถ้าไม่ติวให้ก็จะโดนหาว่าเห็นแก่ตัว โอ๊ว จ๊อดดดดดด มันช่างไท๊~ไทย

#22 By LUMiN on 2009-06-19 23:04

เห็นแก่ตัวตั้งแต่เด็ก โตมาคงน่ากลัวน่ะ sad smile

ไม่รู้จะปลูกฝังอะไรบ้างอย่างที่มันแปลกๆกันทำไม สังคมนี้

Hot!

#23 By ka-fae-nom on 2009-06-19 23:15

เห็นด้วยนะ
เพราะผ่านมาแล้ว big smile Hot!

ชีวิตในรั้วมหาลัยมีความสุขมากค่ะ
เคยแบบว่า ทั้งคณะ ติววิชาที่หินมากตัวนึงด้วยกัน จนถึง ตี 5 ของอีกวันที่เป็นวันสอบ แล้วก็สอบวันนั้นตอนบ่ายโมง บ้างก็ผ่าน บ้าง ก็เกาะมีนกันไป

คนเราอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ค่ะ
ต้องพึ่งพากัน

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเห็นแก่ตัวหวังแต่จะพึ่งคนอื่นอย่างเดียวเนาะ

#24 By Na - th (นัท) on 2009-06-19 23:20

ถูกต้องนะครับ!!! Hot!

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..confused smile
ถูกต้องที่สุด !!!

Hot! Hot!

#26 By Ganyarut !! on 2009-06-20 07:35

Hot!
ตอนเรียน
ก็มีผสม ๆ กันแต่ไม่ถึงกับเห็นแก่ตัวขนาดนี้
แล้วก็เลือกคบแต่คนดี ๆ confused smile
ออกแนวแอบเกาะเขามากกว่า sad smile

#27 By ไทดี้ on 2009-06-20 08:22

ไม่ว่าที่ไหนๆ
ก็เจอทั้งนั้น
ที่เราต้องทำคือ "ปรับตัว" สินะ

#28 By DoxJanE on 2009-06-20 12:26

เจอปัญหานี้อยู่เลยค่ะ
ข้ออ้างที่บอกว่าไม่ว่าง ต้องเรียน ต้องสอบ
เห็นเพื่อนๆพูดแล้วเบื่อมาก

#29 By ~memay~ on 2009-06-20 16:07

ว่าเจอไหมก็มีบางคะแต่ไม่บ่อย
จะบอกว่าตัวเองโชคดีก็ได้ที่เจอแต่เพื่อนๆที่คอยแบ่งปันกัน^^
ชอบทุกคำพูดในเอ็นทรี่มากค่ะ
บอกไม่ถูก แต่มันเยี่ยม!!!Hot! Hot!

#30 By +Ayame+ on 2009-06-20 19:51



ก็เพราะประเด็นสำคัญในการประสบความสำเร็จ คือการรักษาสมดุลได้อย่างยอดเยี่ยมต่างหาก



ชอบคำนี้มากเลยค่ะ Hot! Hot!


เจอมาเยอะพวกที่บอกว่า "เฮ้ย ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้อ่านเลย" แต่ผลสอบมันท็อป อะไรเงี้ย กร๊าก อ่านแล้วฉึก โดนใจ บางที ก็คิดว่าเราอาจจะเป็นคนแบบนั้นไปโดยไม่รู้ตัว(เพราะคนรอบข้างเป็นกันหมด)


ไม่ชอบพวกที่กลัวคนอื่นได้ดีกว่า sad smile

ขอบคุณสำหรับเอนทรี่เตือนใจค่ะ

open-mounthed smile

#31 By P.helpz on 2009-06-20 21:04

ติวเพื่อนแล้วช่วยให้จำง่ายขึ้นจริงๆล่ะ - -
อัพสกิลมากมาย..
แต่ก็มีนะ พวกไม่ทำอะไรเลย เอาแต่เพึ่งชาวบ้าน.. ไม่ไหวเหมือนกันค่ะ เหอๆๆsad smile

#32 By -+[@~AMECOCO~@]+- on 2009-06-20 21:06

อ่านจบ นั่งนึก ว่าใครเป็นบ้าง แต่นึกไม่ออก แต่รู้สึกเหมือนตรงทุกประโยคในเอนทรีย์นี้ sad smile Hot!

#33 By ฉัน ชื่อ ยีน on 2009-06-20 22:05

แข่งไปโดยไม่รู้ว่าเส้นชัยคืออะไร....

ผมว่าเดี๋ยวนี้จะยิ่งแข่งกันมากกว่าเก่าซะอีก
ไปนั่งตามร้านกาแฟ จะเห็นเด็กมาติวเยอะมาก
ค่าเรียนก็ไม่ใช่ถูกๆ

#34 By wesong on 2009-06-21 19:07

มันมีเยอะจริงๆคนแบบเห็นแก่ตัวนี้
จะเกิดอาการเซ็งเป็ดทันทีที่เจอ
คันไม่คันมือขึ้นมาทีเดียว

พอดีโชคดีคะได้เพื่อนๆที่ไม่เห็นแก่ตัว
ช่วยกันติว ช่วยกันอ่าน
แต่ก็มีพวกที่เห็นแก่ตัว(ไม่ยอมอ่านไม่ยอมเรียน)มาเกาะบ้างก็ทำบุญกันไป

ไม่ชอบอีกอย่างนึง
คือทำข้อสอบได้แล้วบอกว่าทำไม่ได้นี้แหละคะ

#35 By ★miyabimiyu★マニア on 2009-06-23 03:27

ไม่รู้ว่าพวกนี้แข่งขันกันเพื่ออะไร = =!

#36 By nilzilla on 2009-07-15 18:42