096: ปัญหาตุ๊กตาบ้าบอ
posted on 07 Feb 2009 02:59 by rinnathecat in Dollsแวะมาส่งข่าวค่ะ ว่ายังมีชีวิตอยู่ ถึงจะตัวกรอบมาก เพราะโดนรุมทึ้งก็ตาม
สำหรับใครที่ไม่ทราบ แอบบอกนิดนึงว่า ฉันทำตุ๊กตา 5 เซท ไปแสดงอยู่ที่พารากอน 5-15 กุมภานี้ โดยตุ๊กตาทั้งหมดที่ฉันทำ จะนำขึ้นประมูลบนอีเบย์ เพื่อนำรายได้ทั้งหมดเข้าการกุศล ถวายสมทบทุนมูลนิธิทีปังกรรัศมีโชติ โดยไม่หักค่าใช้จ่าย
ใครๆก็คงจะนึกว่า ปุโถ่ว.... ก็แค่พวกบ้าตุ๊กตา แล้วไง??? อิพวกนี้มีเงินไม่พอ ต้องโง่วด้วย ถึงจะซื้อตุ๊กตา....
อืมมม.... คิดๆไปแล้ว ฉันเองคงจะเป็นคนที่น่าจะพูดประเด็นนี้ซักหน่อย... ไหนๆก็เป็นคนที่ไปประกวดได้รางวัลที่ญี่ปุ่นมาสองปีซ้อน (โอเค มองไม่เห็นว่าฉันทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ ก็ไม่เป็นไร) เป็นคนทำตุ๊กตาไปโชว์ และเป็นคนนำตุ๊กตาขึ้นประมูล... และเป็นคนยืนยันว่า ไม่ว่ายังไง ฉันก็จะไม่หักค่าใช้จ่าย... (อืม.. มองไม่เห็นด้วยสินะ ว่านี่ฉันมาทำบุญอยู่)
หลังจากยืนอึ้งๆอยู่ในงานตุ๊กตาของตัวเอง... ก็คิดว่า... อืม... คนเราก็บ้าจริงๆแหละ บ้าในหลายๆเรื่อง...
ฉันอยากจะย้ำกฎง่ายๆ ที่เคยเขียนไปในเอนทรี่ก่อนหน้า เรื่องอคติของคนเรา...
ถ้าเรามีเงิน 3 บาท ซื้อของราคา 1 บาท แปลว่าเรามีเงินพอ
แต่ถ้าเรามีเงิน 3 บาท แล้วเราจะซื้อของราคา 10 บาท แปลว่าเรามีไม่พอ
ถ้าเรารู้ว่าเรามีไม่พอ แล้วเราหยุด โอเค ไม่พอ ไม่ซื้อ ก็แปลว่าเราหยุดได้
แต่ถ้าเรามีไม่พอ แล้วเราดื้อดึงที่จะต้องเอาให้ได้ มันก็คือความไม่พอเพียงของตัวเรา
แต่มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีเงิน 20 บาท จะซื้อของราคา 10 บาท เป็นคนเลว เป็นคนโง่
ฉันเสียใจที่สื่อสมัยนี้ หากินกันจนไม่มองสังคมรอบข้าง และการพัฒนาสังคม แต่ก็นะ.. กรรมใครกรรมมัน... การเขียนอะไรโดยไม่รอบคอบ ไม่ระมัดระวัง ออกสู่สายตาผู้คนจำนวนมาก... เวลาบุญ ก็บุญมาก เวลาบาป ก็บาปมาก...
เพราะบางคนที่มี 50 บาท อาจจะบริจาคให้การกุศลมาแล้ว 20 บาท ซื้อของให้ตัวเอง 10 บาท ให้พ่อแม่ 10 บาท เก็บ 10 บาท? คุณจะไปรู้เค้าได้งัยน๊อ??
และยิ่งเพราะไม่รู้ แต่ไปโฟกัสที่ความดีความเลวของคนอื่นก่อน มันก็จะทำให้เรามองไม่เห็นความดีความเลวของตนเองเนี่ยสิ ที่ทำให้สังคมมันแย่ลง...
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ รู้ทั้งรู้ ว่าทั้งหมดนี้ มีการทำบุญเกิดขึ้น.. แต่ก็ยังอยากที่จะประโคมข่าวว่า มันแพงบ้าบอ ให้สังคมคิดว่า อิห่าพวกนี้มันบ้า เด็กสาวสมัยนี้มันต้องขายตัวมาซื้อตุ๊กตา ฯลฯ แทนที่จะพูดถึงเรื่องดีๆในสังคม ขอโทษเถอะนะ คุณคิดว่าฉันทำตุ๊กตาประมูลการกุศล ฉันได้อะไร? ฉันเสียเงินค่าตุ๊กตา ตัวละหลายพัน รวม 5 ตัว เป็นเงินหลักหมื่น เสียเวลา 3 เดือน อดหลับอดนอน ทำตุ๊กตาให้สวยที่สุด ไม่รวมเงินเบี้ยใบ้รายทาง ที่ต้องเสียไปกับการจัดงาน คุณคิดว่าเป็นหลักเท่าไหร่เหรอคะ? ทำแล้วไม่เอาเข้ากระเป๋าตัวเองซักกะบาท แถมเข้าเนื้ออีกตังหาก เพราะประมูลอีเบย์ ยิ่งประมูลได้เงินมาก ฉันก็ต้องเสียเปอร์เซนต์ให้กับอีเบย์มาก เพื่ออะไรเหรอคะ?
โอ้วว ฉันคงต้องการชื่อเสียงสินะ ฉันคงอยากดัง
ขอโทษนะคะ รู้มั๊ยคะ ว่าทำไม ฉันถึงไม่เคยมีที่อยู่ติดต่อได้บนเว็บไซท์หรือบล๊อก หรืออะไรก็ตาม ที่จะตามถึงตัวฉันได้?? ก็เพราะฉันไม่อยากดังไง.. เคยเห็นฉันเอาหน้าตัวเองไปพรีเซนต์ตามงานตุ๊กตาอื่นๆมั๊ยคะ? ขนาดไม่มีบอกเบอร์บอกอีเมลไว้ตามเว็บและสื่อต่างๆ รู้มั๊ยคะว่าวันๆฉันโดนที่โน่นที่นี่ตามตัวเท่าไหร่ และฉันปฏิเสธไปบ้างแล้วเท่าไหร่?
คำแรกที่ฉันพูดกับจุนโกะวอง เจ้าของบริษัทตุ๊กตาไบลธ์จากญี่ปุ่น ตอนที่เราจะจัดงานนี้กันก็คือ ฉันต้องการจะส่งเสริม creativity และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆหรือวัยรุ่นไทย ฉันต้องการแค่นี้ อยากให้ผลงานของฉัน เป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายๆคนต่อไป แค่นี้เอง...
ประเทศไทย มีนิทรรศการศิลปะน้อยจะตาย ยิ่งเป็นอะไรที่ pure art แล้ว คนเข้าถึงได้ก็ยิ่งน้อย แต่ตุ๊กตา เป็นสิ่งที่คนจับต้องได้ แต่คนอาจจะลืมนึกไป ว่ามันเองก็สามารถถูกดัดแปลงให้เป็นศิลปะแขนงหนึ่งได้ ฉันจะดีใจมาก ถ้าคนมาดูงานฉันแล้ว อยากที่จะกลับไปทดลองแต่งโน่น ทำนี่ ประดิษฐ์นั่น กับของเล่นที่มีอยู่ ฉันจึงได้อยากที่จะจัดกิจกรรมทั้งสาธิตการทำตุ๊กตา ทั้งแนะนำการคัสตอมตุ๊กตา ทั้งเวิร์คชอปขึ้นมา เพื่อให้ทุกๆคนได้ทดลอง ได้ลงมือ และให้กำลังใจแนะนำทุกๆคนที่ได้เริ่มทดลองทำสิ่งใหม่ๆ สร้างสรรค์บางอย่างขึ้นมาแล้ว คุณๆคิดว่า มันดังดีเหรอคะ แบบนี้? คนอื่นเค้าหาเรื่องดังกันได้ตั้งหลายอย่าง ตบตีกัน ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็ดัง ดังฟรีๆ แต่ฉันหลังจากอดหลับอดนอนสามเดือนมา ต้องมาทำโน่นทำนี่ ไม่ได้พักในแต่ละวัน... มันฉลาดแล้วเหรอคะ ที่ทำทั้งหมดแค่เพราะอยากดัง?
คนดูข่าวเหล่านี้ ตื่นเต้นสองวัน แล้วชื่อฉันหน้าฉันเค้าก็จะลืมๆกันไปเอง แต่สิ่งที่คงอยู่ก็คือว่า ตุ๊กตาของฉัน จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตของคนบางคนไปได้ เหมือนเวลาที่ฉันเห็นงานศิลปะบางอย่างแล้วรู้สึกว่า อยากกลับบ้านไปวาดภาพเดี๋ยวนั้นเลย ซักพัก แรงบันดาลใจ มันก็คงจะจางหายไป แต่มันก็เป็นส่วนนึงที่ทำให้คนสร้างสรรค์ มากกว่าคำพูดเสียดสี ด่าทอ ที่บั่นทอนสังคม ให้ถดถอยลงทีละนิดๆ และในที่สุด ผลงานของฉัน มันก็จะกลายมาเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่น ให้กับเด็กๆและสาวๆคนอื่นๆที่ด้อยโอกาสในสังคม เป็นตัวเงิน ต่อชีวิต ต่อการเติบโตของคนเหล่านั้น ให้มันสมบูรณ์ขึ้น ไม่มากก็น้อย...
คนที่ประมูลตุ๊กตาของฉันนี่... จะนับว่า เป็นคนโง่ด้วยมั๊ยอะคะ?
ฉันเอง.. ไม่ได้ทำธุรกิจตุ๊กตา ไม่ได้ขายตุ๊กตา และไม่รับคัสตอมตุ๊กตา ฉันไม่มีความจำเป็นอะไร ที่จะต้องเอาตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการตุ๊กตา หรือพยายามเอาหน้าตัวเองมาแปะกับแบรนด์ตุ๊กตา เพื่อโปรโมทฯลฯ ฉันคิดว่า การที่ฉันพยายามทำสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ให้กับสังคม สังคมบางส่วนมองเห็นตรงนั้น จึงยกย่องและให้เกียรติฉัน ในขณะเดียวกัน ฉันคิดแค่ว่า ดังก็ดีสิ ได้มีคนประมูลมากๆ ได้มีคนทำบุญมากๆ จะได้มีเงินไปช่วยเด็กๆมากๆ หน้าของฉัน มันก็เหี่ยวๆ ตาโหลๆ อดหลับอดนอน ฟันยื่นๆ อีกหน่อยมันก็จะร่วงโรยไปตามกาลเวลา ฉันเองไม่คิดจะอะไรมาก กับถุงใส่วิญญาณ ที่เรียกว่าร่างกายถุงนี้ ฉันดังแล้ว ฉันก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้ ตายไปทุกอย่างก็จบ สิ่งเดียวที่เอาข้ามภพข้ามชาติไปด้วยได้ คืออริยทรัพย์ สะสมเงินทองชื่อเสียงไปแล้ว แล้วไง??? ฉันมีพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว มีเงิน มีงาน มีแฟนที่ดี เป็นที่รักของผู้อื่น มีเพื่อนจากที่ต่างๆ ที่โผล่เข้ามาช่วยเหลือ ในเวลาที่ฉันต้องการ การมีชื่อฉันไปอยู่ในหนังสือพิมพ์ หรือมีหน้าฉันไปอยู่ในข่าวพระราชสำนักแว๊บๆ มันก็ไม่ได้ทำให้อริยทรัพย์ของฉันพอกพูนแต่อย่างใด
งานนี้นะ ขอแค่อย่างเดียวว่า... นักข่าวและคุณๆทั้งหลายที่ชอบตุ๊กตาของฉัน ไม่ว่าจะชอบขนาดไหน.. ก็เกรงใจฉันบ้างเถอะค่ะ อย่าถึงกับ หยิบสุ่มผลักรั้ว หรือปีนเข้าไปจับต้องตุ๊กตาของฉันเลยนะคะ อยากให้ระลึกไว้ด้วยว่า ของนั่นทั้งหมด เป็นของถวายเข้ามูลนิธิฯ เป็นสิ่งที่ฉันตั้งใจเอาไว้ทำบุญเพื่อสาธารณประโยชน์ ถ้ามีอันเสียหายอันใดไปละก็... บาปจะตกกับคุณขนาดไหนกันหนอ... วันก่อนคุณเซเลบสาวชื่อดังท่านหนึ่ง ถึงกับโดดข้ามรั้วเชือก เข้าไปที่โต๊ะที่ฉันวางตุ๊กตาไว้แสดง แล้วเจ้าหล่อนก็เอาตุ๊กตาของเธอออกมา วางบนโต๊ะเดียวกับตุ๊กตาโชว์ของฉัน เพื่อถ่ายรูปต่อหน้าต่อตาฉันเลยทีเดียว... ก่อนที่จะถูกยามมาหิ้วตัวออกไปจากบริเวณ...
งานของฉัน มีไว้สำหรับคนหมู่มากนะคะ พึงอย่าเห็นแก่ตัวเอง แล้วทำลายส่วนรวม ในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นสื่อก็ดี เป็นผู้เข้าชมงานก็ดี หยุดทำลายสังคม แล้วหันมาทำอะไรที่สร้างสรรค์กันดีกว่า ถ้าไม่รู้ว่าจะสร้างสรรค์สังคมได้ยังไง ก็ขอให้เริ่มที่ พยายามหยุดตัวเองให้บ่อยครั้ง แล้วถามตัวเองว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่ ให้บ่อยๆ ซักพักก็คงจะเริ่มรู้ตัวเองล่ะ ว่าที่ทำน่ะ มันกำลังลากตนเองลงนรก หรือสะสมอริยทรัพย์ให้กับตัวเองต่อไป
กรรมใครกรรมมันนะคะ ฉันได้แค่เตือน
สำหรับใครที่ซื้อตุ๊กตาในราคาแพงนรก ฉันขอบอกว่า ฉันไม่เคยซื้อตุ๊กตาแพง เพราะฉันซื้อราคา original เท่านั้น เกิน 5000 ขอคิดดูก่อน จุนโกะกับฉันคุยกันตอนกินข้าววันนี้ จุนโกะเพิ่งดุเพื่อนนักคัสตอมชาวอเมริกันไปคนนึงว่า ไปซื้อตุ๊กตา Parco Limited มาในราคาแพง จุนโกะบอกเลยว่า อย่าทำแบบนี้ ตุ๊กตาไบลธ์ ราคา original ของมันคือประมาณ 1800-5000 บาท (ใครจะเถียง ขอให้ไปดูที่อะกิฮาบาร่าลดราคา) ขอให้ทุกท่านโปรดเข้าใจ ไม่ต่างไปจากแอคชั่นฟิคเกอร์เนี๊ยบๆ ที่เป็นของเล่นกึ่งสะสมแบบอื่นในตลาดทั่วไป แต่คนเราเอามาปั่นกระแส สร้างภาพจนมันเลยเถิดไปกันใหญ่
จุนโกะบอกเองว่า คนเราควรมีวิจารณญาณในการซื้อของ ไบลธ์ไม่ใช่ตุ๊กตาราคาเป็นหมื่นเป็นแสน อย่างที่เข้าใจกัน แต่กระแสมันปั่นไป ข่าวประโคมออกไป วงการเอย คนขายเอง ก็ติดสอยห้อยตามไปกับกระแสจนฉุดไม่อยู่ จากราคาเท่าแอคชั่นฟิกเกอร์สปอว์นธรรมดา กลายไปเป็นราคาที่ปั่นกันยิ่งกว่าทองคำ... นี่มันบ้ากันไปแล้ว... ขอให้ทุกท่าน มีวิจารณญาณในการซื้อขาย โอเค นำเข้ามามีภาษีถูกต้อง มันก็มีบ้าง ที่ราคาจะอัพนิดๆหน่อยๆ แต่จุนโกะยังตกใจเลย ที่บางตัวขายกันในราคาเป็นหมื่น ตกใจจริงๆนะไม่ได้พูดเล่น ฉันเองก็เข้าใจกลไกของตลาดแหละ ว่าโอเค ของหายาก รุ่นหายาก ราคากลายเป็นของ collectible แต่คนซื้อแต่ละคนก็ต้องฉลาดซื้อด้วย มีวิจารณญาณด้วยนะคะ ว่าถ้ามันแพงกว่า original มากๆ แล้วยอมรับราคานี้ได้ ส่วนนึงคุณเองนั่นแหละ ที่มีส่วนช่วยปั่นราคาให้มันแพงเว่อร์ๆ
สำหรับฉัน ใช้หลักแบบนี้.. ถ้าในแต่ละเดือน ฉันทำงานได้เงินมา มีเงินบริจาคได้เท่าไหร่ ฉันก็ซื้อไบลธ์ได้ราคาเท่านั้น ถ้ามีเงินมาเหลือใช้ ฉันบริจาคก่อนเอาไปซื้อของที่ฟุ่มเฟือย พูดง่ายๆก็คือ เหลือจากทำบุญ ค่อยไปซื้อของที่ตัวเองอยากได้ บางทีนานๆไป มันก็ไม่อยากได้อะไรขึ้นมาซะงั้น แล้วยิ่งฉันทำบุญด้วยไบลธ์ ฉันก็ยิ่งได้รับไบลธ์กลับเข้ามา ทาง CWC ส่งตุ๊กตามาให้ฉันเป็นลังใหญ่ๆ เอาไว้จัดงานนี้ให้ลุล่วง ทั้งทำโชว์ ทั้งคัสตอม ฯลฯ แทนที่ปริมาณจะลดลง มันกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เผื่อใครจะหาว่าฉันบ้าสะสม ฉันพยายามแล้วนะคะ ที่จะระบายของออก
แต่ยิ่งระบาย มันยิ่งเพิ่ม ทำไงได้ ก็คงได้แต่หาทางทำบุญกับมันไปเรื่อยๆ
เอาล่ะ บ่นพอละ ง่วงละ พรุ่งนี้ยังมีงานอีกมาก ฉันอาจจะเรียบเรียงประเด็นได้ไม่ดีนัก แต่อยากให้ทุกๆคนเข้าใจนะคะ ของอย่างนึง ที่คนก่นด่ากัน ถ้ามองดีๆในอีกมุมมองนึง เราอาจจะค้นพบก็ได้ ว่าคนอื่นเค้าพยายามทำอะไร ทำเพื่ออะไร และตัวเราเองมีส่วนในการสร้างสรรค์สังคมและทำลายสังคมอย่างไร อันนี้สำคัญนะคะ ลองคิดกันดู
ส่วนฉันก็ชิวๆ คาถาสำคัญสำหรับตอนนี้ก็คือ.. ช่างแม่ง ฉันสบายดี ขอให้งานนี้มีประโยชน์กับผู้คนหมู่มาก ฉันก็จะดีใจ จบ!







สู้ๆน้า
#51 By ลิงหกกะล้ม on 2009-02-08 02:24