093: อคตินั้นมีสองด้าน
posted on 25 Jan 2009 15:47 by rinnathecat in Thoughtเอนทรี่นี้เขียนไว้นานแล้ว แต่ยังไม่ได้เกลาเอามาอัพซะที พอดีเห็นเรื่องอคติบ่อยครั้งแถวๆนี้ เลยขอลัดคิวแปะซะหน่อยนะคะ สัญญาว่าจะมาอัพเรื่องโปรเจคลับในวันสองวันนี้จ้ะ รับรองว่า คุ้มค่ารอ
คน ปกติ มักจะถูกสอนมาใช่มั๊ยคะ ว่า อย่าดูคนแต่ภายนอก อย่าดูถูกคนอื่นเพราะเค้าจน หรือไม่มีวัตถุสิ่งของ อย่าคิดว่าแต่งตัวโทรมๆจะต้องเป็นโจร หรือคนหน้าตาแย่ก็มีจิตใจงดงามได้นะครับ บลาๆ ก็โอเค เข้าใจอะนะคะ และเห็นด้วย แต่ของแบบนี้ฟังมากันจนเบื่อละ โดยความคิดของฉันคิดว่า คำสอนเหล่านี้ มีไว้สอนให้คนเราละลายอคติ และเปิดใจรับผู้คนในสังคมในหลายประเภทมากขึ้น แต่แย่ที่คำสั่งสอนเหล่านี้ มักจะถูกนำไปใช้พูดถึงคนที่ มักจะดูแย่กว่าคนพูด ในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น การแต่งกาย หน้าตา ฐานะ ฯลฯ บางคนยิ่งพูด ก็ยิ่งเสริมอีโก้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว ทำตัวเหมือนเป็นคนดี แต่จริงๆแล้วก็แอบดีใจนิดๆที่เราดีกว่าเขา (ใช่มั๊ยล่ะ!) จนบางทีคนพูด ก็ลืมไปว่า แนวความคิดเหล่านี้ มีไว้ให้ละอคติในใจ มากกว่าจะไว้ยกหางตัวเอง
ซึ่ง... ถ้าไม่สังเกตใจตัวเราให้ดีๆ ก็จะไม่รู้ว่า อคติในใจของตัวเรานั้น ยังล้นปรี่เต็มเปี่ยมอยู่ร่ำไป หากแต่แสดงตนเป็นคนดี ที่ไม่ดูถูกคนอื่น เพื่อให้ลึกๆแล้วตัวเองก็รู้สึกดีที่ดีกว่าเค้า แต่พออคตินี้ถูกพลิกเป็นด้านตรงข้ามปั๊บ! น้อยคนนักที่จะรู้ตัว และละอคติเหล่านี้ออกไปได้จริงๆ
แต่ถ้ามองกันให้กว้างๆ คนที่มีอะไรดีๆในชีวิต ก็ถูกอคติเหมือนกันนะคะ
ตัวอย่าง 1
คนที่เกิดมาหน้าตาดี มักโดนคนอื่นคิดว่า เชอะ สวยแบบนี้ ต้องโง่แน่ๆ
ความจริงแล้ว คนเกิดมาหน้าตาดี ก็เพราะทำบุญมาดีในชาติก่อนๆ ประกอบกับรู้จักดูแลตัวเองในชาติปัจจุบัน การเป็นคนหน้าตาดี มีหุ่นดีสมส่วน ต้องอาศัยวินัยในการดำรงชีวิตมากมาย เช่นไม่นอนดึก ไม่กินน้ำอัดลม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ คิดดี มีจิตใจดี มีทัศนคติที่ดีในชีวิต ฯลฯ ถ้าคนหน้าตาโทรมๆ โดนอคติว่าเป็นโจร คนสวยสมัยนี้ก็โดนอคติว่าเป็นคนโง่เหมือนกัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องโง่ละเนี่ย? ถูก!ความสวยเกี่ยวกับความโง่ตรงไหน? เกี่ยวตรงที่อคติ ก็เลยหาอะไรมาติเค้าซักหน่อย คนที่ไม่ดูแลตัวเอง มักจะคิดว่า คนอื่นโชคดี เกิดมาสวย เกิดมาหล่อ แต่คนเราทุกคนก็มีความงามในตัวเองกันทั้งนั้น การคิดว่าคนอื่นสวยคนอื่นหล่อ แล้วหาเรื่องด่า มันก็มาจากการไม่พอใจในตัวเองของเรานั่นแล๊ะ เอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับเค้า ถ้าเรามีความพึงพอใจในตัวเอง เวลาเจอคนสวยหรือคนหล่อ เราก็จะมีทัศนคติทางบวก อื้อ คนนี้น่ารักจังเลยนะ ดีจัง แต่ถ้าสามารถคิดไปอีกขั้นละก็ จะคิดว่า สวยก็ดี ขี้เหร่ก็ดี มันสมมติทั้งนั้น คิดได้แล้วก็จะไม่เหลือช่องว่างให้ใจมาอคติอะไร เมื่อคนอื่นเค้าดูดีกว่าเราหรือแย่กว่าเรา สังขารไม่เที่ยงเน่อพี่น้อง~
ตัวอย่างที่ 2
คนเกิดมารวย มักจะถูกอคติว่า ไอ้พวกทำอะไรเองไม่เป็น หรือติดดินไม่เป็น
ความจริงแล้ว เกิดมารวย ก็เพราะทำบุญมาดีอีกเช่นกัน ท่านว่าก่อนทำบุญก็มีจิตใจปิติยินดี ทำให้เกิดมาดี เกิดมาสบาย ฯลฯ คนรวยก็คนนะคะ รวยแล้วเป็นคนดีก็มี รวยแล้วเป็นคนเลวก็มาก
คนรวยไม่เท่ากับคนไม่ขยัน คนขยันไม่เท่ากับคนรวย แต่คนอาจจะรวยได้เพราะขยัน (งงไหม งิงิ)
คนรวยหลายคนในโลกนี้ เกิดมารวยแล้วก็ขวนขวายหาสิ่งต่างๆให้กับตัวเอง ทั้งความรู้ ความสามารถ (พระพุทธเจ้าตอนเกิดมาเป็นเจ้าชายสิตทัตถะ ก็รวยนะคะ = = ) และคนรวยอีกหลายคนในโลกนี้เช่นกัน ที่รวยแล้วได้แต่ทำตัวขี้เกียจ หรือบางทีก็เลว หรือบางทีก็ยึดติดกับอำนาจอะไรบางอย่าง ดังนั้น การคิดว่าคนอื่นรวยแล้วต้อง.... อะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นอคติอย่างนึงเช่นกัน ในเรื่องประเด็นติดดิน... คนที่เพียบพร้อม อาจจะเคยใช้ชีวิตสุขสบาย ก็เพราะเค้าเรียนรู้มาแบบนั้น การใช้ชีวิตอีกแบบ มันก็เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่... แต่มีข้อจำกัดอะไรละคะ ที่จะมากำหนดว่า คนที่รวย ไม่มีความอดทน และไม่สามารถเรียนรู้ และต้องถือตัวถือตนไปตลอด? คนบางคน รวยขึ้นมาได้ ก็เพราะอดทนทำงานหนักมาก่อน เรียนรู้สิ่งที่แปลกไปจากชีวิตประจำวันมาก่อนด้วยซ้ำไปน๊าาา
ตัวอย่างที่ 3
เรียนเก่งแบบนี้ ต้องไม่ทำกิจกรรมแหงๆเลย พวกบ้าเรียน
แบบ ชีวิตคนเรามี 24 ชม. คนที่จะทำอะไรเก่งได้ ก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน สะสมประสบการณ์ กว่าคนเราจะเรียนเก่ง มันอาศัยทักษะการรู้จักตนเอง รู้จุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง อาศัยความวิริยะ อุตสาหะ มีวินัยในการแบ่งเวลา หักห้ามใจจากสิ่งล่อใจอื่นๆ โดยมากคนเรียนเก่งระดับได้เกียรตินิยมที่ฉันรู้จัก มักจะเป็นคนที่แบ่งเวลาเก่งกันทั้งนั้น ถ้าเป็นคณะของฉันละก็ พวกที่เฮละโลค้างคณะ นอนเช้า ตื่นบ่าย ทำงานไม่หยุด มันดูเหมือนทุ่มเทก็จริง แต่ในรุ่นของฉัน คนเหล่านี้สู้คนที่ ตื่นเช้า เริ่มทำโปรเจคต์ 8 โมง เลิก 4 โมงครึ่ง ไปเตะบอล เข้าชมรม กลับบ้าน อาบน้ำ เล่นเกม ดูทีวี นอนไม่เกิน 4 ทุ่ม เช้าตื่นขึ้นมาทำงานใหม่ไม่ได้เลยซักกะคน เอาเข้าจริงๆแล้ว แบ่งเวลาดีๆนี่ มีเวลาทำกิจกรรมกับเพื่อนมากกว่าอีกนะ
ตัวอย่างที่ 4
อายุน้อยแบบนี้ จะไปรู้อะไร ประสบการณ์ไม่มี
แหม่ โลกนี้ที่ได้รับการบริหารด้วยผู้ใหญ่ มันเป็นไงน๊อ~ ข้อได้เปรียบของการเป็นเด็กคนละ Generation ของผู้ใหญ่ในปัจจุบันก็คงจะแตกต่างกันเป็นยุคๆ อย่างยุคของฉันเป็นยุคที่ตำราเค้าว่า ล้มง่าย ลุกง่าย กล้าได้กล้าเสีย ล้มง่าย อาจจะเพราะประสบการณ์น้อย ถูก แต่ก็ไม่อ้อยอิ่งเสียใจซ้ำซากฆ่าตัวตายจมปลักอยู่กับความทุกข์ เท่าผู้ใหญ่ในรุ่น Baby Boom ซึ่งมีข้อดีคือ คิดช้า ทำช้า ละเอียดมากกว่า แต่เวลาล้มก็คือจมนาน ในข้อนี้ ฉันคิดว่ามันเป็นลักษณะนิสัยของผู้คนในแต่ละยุค ที่ถูกหล่อหลอมด้วยประสบการณ์ต่างๆตั้งแต่เกิดมา ดังนั้น จะมาว่าเด็กดีกว่า ผู้ใหญ่แน่กว่า มันช่างไร้สาระสิ้นดี สิ่งที่น่าจะสร้างสรรค์ชีวิตก็คือว่า รู้จักตนเอง ว่าตนเองเป็นคนแบบไหน แล้วทำอะไรได้ดี ถ้าล้มง่าย ลุกง่าย ก็อย่าไปลงทุนสิบล้าน ทำอะไรเล็กๆพอตัว ทดลองของใหม่ เดี๋ยวมันก็สตาร์ทได้ไปเอง เพื่อนวัยเดียวกับฉันมากมาย ที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่หลายร้อยล้าน แต่เค้าก็เริ่มกันที่เล็กๆ และเริ่มตอนเด็กๆด้วยกันนี่แหละ ผู้ใหญ่บางคนยังทำไม่ได้อย่างเพื่อนฉันเล๊ยยย หรือไม่งั้นนะ ดูง่ายๆ คุณแช่ม (แถวๆนี้) อายุเท่าไหร่ *-* ไหนว่าเด็กไม่รู้อะไร ประสบการณ์ไม่มีไง?
ตัวอย่างที่ 5
พวกใช้ของแพง ไอ่พวกไม่พอเพียง พวกสุรุ่ยสุร่าย
เอิ่ม... นี่มันไปกันใหญ่แล้วนะนี่... ความพอเพียงของคนเราก็คือ รู้จักว่า จะหยุด ที่ตรงไหน คำว่าพอนี่เรียนกันมาตั้งแต่สมัยหัดพูด ก.ไก่ ข.ไข่ ถ้าเรามีเงินสามบาท ไปซื้อของหนึ่งบาท แปลว่าเรามีเงินพอซื้อ ถ้าเรามีเงิน หนึ่งบาท ไปซื้อของสามบาท แปลว่าเรามีเงินไม่พอ คณิตศาตร์อนุบาล = = เมื่อมองดูรอบตัวเองในสเกลนามธรรมที่ใหญ่ขึ้น นาย ก. นามสมมติ หาเงินได้เดือนละ 55000 msn มาบ่นกับนางสาว ข. นามสมมติว่า
ก. แกหาเงินได้เดือนเท่าไหร่วะ ทำไมชั้นหาเท่าไหร่ก็ใช้ไม่พอ
ข. ชั้นหาได้เดือนละ 30000 ใช้จ่ายโน่นนี่ บริจาคเดือนละหมื่น ทำไมมันพอล่ะแก?
นาย ก. เป็นเจ้าของบริษัท บ้านมีคน 2 คน มีรถ 3 คัน อาศัยอยู่คอนโดในเมือง นานๆกลับบ้านหาแม่ซึ่งอยู่ในเมือง แถมตานี่ ยังสมัครฟิตเนสหรูหราต้องจ่ายเงินทุกเดือน แต่ไม่เคยไป แถมยังชอบซื้อหนังสือจาก Amazon เดือนละหลายๆเล่ม เอามากองไว้ที่บ้านโดยไม่อ่าน ที่ซื้อหลายๆเล่มก็เพราะรู้สึกว่า ค่าส่งมันถูกกว่า -0- กินสตาร์บั๊คส์ทุกวัน พอถามว่า ชอบกินกาแฟเหรอแก.. มันบอกเปล่า ชอบยี่ห้อ... พาแฟนไปเที่ยวห้าง กินข้าวนอกบ้านตามสมควร ซื้อตุ๊กตาไบลธ์ตัวละหลายหมื่นให้แฟน ซื้อ Mac Book Pro รุ่นใหม่ มี ipod touch, iphone ชอบซื้อกระเป๋า มีกระเป๋าหลายใบที่ราคาประมาณ 3000 แต่มีเยอะไปหมด
นางสาว ข. เป็นเจ้าของบริษัท เปิดบริษัทใกล้บ้าน เดินไปทำงาน ขับรถบ้างบางทีเวลาไปติดต่องาน ทำโยคะตอนเช้า บางทีก็วิ่งบ้าง ซื้อหนังสือจาก Amazon เหมือนกัน แต่ถามเพื่อนว่า อยากได้อะไรในเวลาเดียวกัน แล้วแชร์่ค่าส่งกัน อ่านหนังสือทีละเล่ม จบค่อยซื้อใหม่ กินสตาร์บั๊คส์ แต่ไม่ติด นานๆนั่งทีเพราะบรรยากาศดี นัดกับแฟนไปซุปเปอร์ซื้อกับข้าวกลับมาทำกินที่บ้านด้วยกันบ่อยๆ อยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ แบ่งกันจ่ายค่าน้ำค่าไฟ เล่นตุ๊กตาไบลธ์ แต่ซื้อจากเว็บที่ราคาไม่แพง ใช้ Mac Book Pro รุ่นเดียวกับนาย ก. มี iphone แต่ไม่มี ipod touch (แหงล่ะ function มันซ้ำซะขนาดนั้น) หิ้วหลุยส์ 1 ใบ แล้วไม่ซื้อกระเป๋าอื่นละ
คือด้วยวัตถุ สองคนนี้พอกันเลยนะนี่ = = แต่ life style บางอย่างมันต่างกันไอ้รายละเอียดนิดนึงในการใช้ชีวิตนี่ละ ที่มันทำให้คนที่น่าจะเกินพอ กลายเป็นคนไม่พอ และทำให้คนที่น่าจะไม่พอ กลายเป็นเกินพอ
จริงๆแล้ว อคติในอีกด้านนึงมันคงมีมากกว่านี้อีก แต่นี่ง่วงมากค่ะแหะๆ ช่วงนี้แอบปั่นงานนรก เลยยกตัวอย่างแค่นี้พอ ฉันคิดว่า คนเราอยากจะอคติ มันก็อคติได้ทุกอย่างแหละ แต่ถ้ามาแจงกันดีๆด้วยลอจิคแล้ว ตัวเราเองนี่แหละ ที่น่าค้นหาและสำรวจที่สุด ว่าเอ.... ทำไมเรามีความคิดแบบนี้หว่า ทำไมเราถึงด่าเค้าหว่า ทำไมใจเราถึงคิดหมั่นไส้เค้าหว่า ฯลฯ เราอิจฉาเค้ารึเปล่าหว่า หรือว่าเราแอบอีโก้แรงหว่า เรายึดมั่นถือมั่นกับตัวเองมากไปรึเปล่าหว่า ฯลฯ
อคติอะไรที่อาจจะเกิดขึ้นในใจ ถ้าเราตามรอยมันไปดีๆแล้ว เราก็จะรู้ว่า มันงี่เง่าและไร้สาระ และเดี๋ยวมันก็หายไปเอง คนเราวันนึงก็รักบางอย่างม๊ากมาก วันนี้ก็ลุกขึ้นมาเกลียดมันซะหยั่งแรง มันก็เป็นซะแบบนี้แหละค่ะ แปบๆซักพัก เดี๋ยวเราก็ไปสนใจเรื่องอื่นล่ะ จะไปเอาอะไรกันมากมายกับชีวิตกับคนอื่น อคติไปตัวเราเองนี่ละ ที่ไม่สบายใจ คนอื่นเค้าฉลุยไปไหนต่อไหนละ งิงิ ทำใจให้สบาย แล้วปล่อยมันลอยไปตามลม ดีที่สุดเน่อ
ไปปั่นงานต่อละค่ะ งิงิ วันสองวันนี้ จะได้มาประกาศอย่างเป็นทางการ กับโปรเจคลับที่โดนคนโน้นคนนี้รูดซิบปากไว้ จะได้โพล่งแล้ววว อ๊าาาา อั้นมานาน! โปรดติดตามตอนต่อไป ใบ้ให้ว่า เกี่ยวกับ ฉัน ไบลธ์ และ จุนโกะ แฮ่ๆ







หุๆ แจ่มมากก๊าบ อ่านแล้วโดนใจ
#1 By MiiNgOk on 2009-01-25 15:55