085: ทำ...ด้วยตัวเองมันยากขนาดนั้นเลยรึ??
posted on 20 Dec 2008 15:37 by rinnathecat in Thoughtวันก่อน ฉันไปเดินหา Material ทำงานที่จตุจักรกับเพื่อน ขณะที่เดินอยู่อย่างเพลิดเพลิน ฉันก็เห็นแผงขายรูปถ่ายตุ๊กตาไบลท์ ขายรูปใบเล็กๆ ขนาดประมาณ A6 แม้ฉันจะไม่ได้กวาดตามองอย่างตั้งใจ แต่ฉันก็เห็นรูปใบนึง โดดขึ้นมากลางรูปถ่ายหลายร้อยใบนั่น ที่โดดขึ้นมา ไม่ใช่เพราะมันสวยแปลกหรืออะไรเป็นพิเศษ แต่เพราะมันเป็นรูปตุ๊กตา ตัวที่ฉันและน้องๆที่ออฟฟิสคัสตอมกันอย่างยากลำบาก เสียเวลาไปหลายอาทิตย์แต่งหน้า ทำผม เย็บชุด ลงทุนขับรถไปชะอำ ค้าง 1 คืน ตื่นแต่เช้า เอาแสงก่อน 9 โมง กลิ้งลงไปกับหาดทราย ถ่ายรูปกันเองกับมือ
เวลาที่เราโพสรูปลงอินเตอร์เนท ก็จะมีคนเตือนว่า อะไรที่โพสแล้ว ก็ต้องถือว่ามันสาธารณะโดยพฤตินัยแล้ว ถึงเจ้าของลิขสิทธิ์จะเป็นของเรา แต่จะมีคนร้อยพ่อพันแม่แอบเอาไปใช้มากมายโดยไม่บอกกล่าว ถ้าจะให้เซฟตัวเอง ก็ต้องทำลายน้ำ หรือ Watermarkเอาไว้ เผื่อว่าวันไหน รูปมันหลุดกระจายไปตามเน็ท อย่างน้อยมันก็ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของเราไปด้วยในตัว
แต่กระนั้น ก็จะมีพวกที่แบบ.. มี Watermark กรูก็ลบ กรูก็ Crop ออก ยิ่งเขียนไว้เล็กๆมุมๆแบบเกรงใจ นิสัยดี มีมารยาท กลัวคนเห็นภาพไม่ชัด ยิ่งตกเป็นเหยื่อของคนมักง่ายเหล่านี้ ดังที่เห็นกรณีฟ้องร้องได้ทั่วไป ซึ่งโดยมากก็มักจะ อ้อ ขอโทษนะครับ เดี๋ยวเอารูปลงให้ แล้วก็จบกันไป ถ้าเจ้าของตามไม่เจอ ก็ถือว่าซวยไป คนเอาไปใช้ ก็ได้ประโยชน์ โดยไม่ต้องลงแรง
คนที่เอารูปมาใช้ อาจจะรู้หรือไม่รู้ ว่าโลกนี้ มีสิ่งที่เรียกว่า
ลิขสิทธิ์อยู่ ลิขสิทธิ์ภาพ อาจจะเป็นอะไรที่เข้าใจง่าย
แต่สิ่งที่หลายคนพลาดไปก็คือ นอกจากลิขสิทธิ์ภาพแล้ว มันยังมีลิขสิิทธิ์ของ
Brand และ Image อยู่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น รูปไบลท์ ใบนั้น
ถึงคนถ่ายจะเป็นฉันและบริษัทของฉัน แต่ Image และ Brand
ของตุ๊กตาที่อยู่ในรูปใบนั้น คือลิขสิทธิ์ของบริษัทต้นสังกัดไบลท์
ที่ญี่ปุ่น อยู่ๆใครจะคิดว่า ฉันซื้อตุ๊กตามา ถ่ายรูปเอง
แล้วเอารูปไปทำเสื้อยืดขาย เอาชื่อไบลท์ไปทำหนังสือ แต่ Image และ Brand
ของตุ๊กตา มันก็ติดอยู่บนรูปและชื่อที่เอาไปใช้อยู่ดีนั่นล่ะ
ถึงเรียกว่า นี่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าต้นสังกัดเอาจริง
ก็จะมีการฟ้องร้องกันนัวเนียตามมา ถามว่า ทำไมล่ะ ก็ชั้นถ่ายของชั้นเอง
เสื้อชั้นก็ไปพิมพ์เอง แต่คนซื้อสินค้าหรือใช้บริการของคุณ อุดหนุนคุณ
เพราะความเป็นตัวคุณทั้งหมดรึเปล่า? ในความเป็นจริง ก็ต้องยอมรับว่า
ส่วนนึงที่เค้ามาซื้อมาใช้บริการดังกล่าวนั้น ก็เพราะมันมี Image และ Brand
ของไบลท์อยู่ใช่มั๊ยล่ะ? ถ้าตัดตุ๊กตานั้นออกไปจากรูป
หรือตัดชื่อตุ๊กตานั้นออกไปจากชื่อทางการค้า แล้วมันยังขายได้
ก็แปลว่า ตุ๊กตาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำธุรกิจนั้นๆ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว มันก็คงจะแยกกันไม่ออก ทางต้นสังกัดจึงได้ใจดี บอกว่า ถ้าจะทำอะไรก็แล้วแต่ที่จะต้องใช้ Image และ Brand ของ Character ของเค้าแล้วละก็ บอกกล่าว ขออนุญาตอย่างถูกต้องกันซักนิด พูดคุยกันซักนิดก็ยังดี เพื่อความปรองดองกันทุกฝ่าย ฯลฯ เป็นต้น บางทีถ้าเจ้าของผลงาน เป็นชาวต่างชาติ ติดต่อกันยาก บางคนดีหน่อยก็ให้ข้อมูลไว้ ว่าเอามาจากที่ไหน แต่ถ้าเป็นคนกันเอง ติดต่อกันง่ายๆ การพูดคุยบอกกล่าวกัน ว่าขอยืมไปประกอบโน่นนี่นะ มันจะดูมีมารยาทกว่ากันเยอะเลย
ถ้าจะมาถามถึงกฎหมายลิขสิทธิ์ที่รองรับ หรือความรับผิดชอบของผู้คนในสังคมละก็ มันอาจจะเป็นอะไรปลายเหตุมากๆ ถูก ทีว่่ากฎหมาย มีไว้ป้องกันปราบปรามพวกคนที่กระทำผิด มีปัญหาก็ไปฟ้องเดะ แต่หลายๆครั้งในความเป็นจริง กฎหมาย ก็ปกป้องบางสิ่งบางอย่างไว้ได้ เมื่อหลายสิ่งส่วนใหญ่มันเสียไปแล้ว โลกและสังคมที่มีแต่คนโฉดๆ แล้วมีแค่กฎหมายเอาไว้ปราบปราม มันก็ไม่สงบสุขอยู่ดี กฎหมาย มันต้องควบคู่ไปกับการสร้างเสริมจริยธรรมในสังคมด้วยถึงจะทำให้สังคมนั้น ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่มีความสุขขึ้นได้
การสร้างเสริมจริยธรรมในสังคม จะทำได้ เมื่อเราเริ่มที่ตัวเราเอง เป็นอันดับแรก ไม่มีรัฐบาลไหน ผู้นำใด พระเจ้าที่ไหน มาส่งเสริมจริยธรรมของคนหมู่มากได้ ถ้าคนแต่ละคน ไม่คิดจะย้อนกลับมามองตัวเอง แล้วพิจารณาจริยธรรม คุณธรรมของตัวเอง เมื่อเราหมั่นพิจารณาปรับปรุงตัวเอง ลูกหลานและคนรอบข้างเราก็จะเรียนรู้ที่จะวางตัวอยู่ในคุณธรรมจริยธรรมนั้นๆไปด้วย ยิ่งใครที่เป็นตัวอย่าง เป็นแรงบันดาลใจให้คนหมู่มากได้ ก็จะยิ่งมีส่วนช่วยให้สังคมดีขึ้นได้ไว
นอกเหนือจากขั้นจริยธรรมไปแล้ว ต้องมองอีกประเด็นนึงด้วยว่า การทำอะไรด้วยตัวเองเนี่ย มันยากขนาดนั้นเลยหรือ??????? จากการทำงานในวงการออกแบบมานาน ฉันมักเจอคน 2 ประเภท ประเภทแรกคือ มักง่าย กรูจะเอาง่าย เอาไว กรูไม่สนอะไรทั้งนั้น มีปัญหาก็มาฟ้องกรู ซึ่งหลายคนก็โดนฟ้องจริง จุกจริง ไม่มีสลิงสตั้นท์ คนกลุ่มนี้อาจจะเป็นพวกที่ว่า ถึงจะรู้ว่าผิด กรูก็จะทำ อันนี้ไม่ขอพูดถึง ขี้เกียจยุ่งกับพวกเกรียน แต่คนประเภทที่ 2 นี่ก็คือพวกที่ว่า อ๊าาาาาา หน่อมแน๊มมมม บ้าาา ชั้นไม่มีทางทำได้เองหรอกค่ะ อ๊าๆๆๆๆๆๆๆ วาดรูปเองเหรอคะ ยากจะตายไป ถ่ายรูปเองเหรอคะ ยากมากๆ ทำแล้วก็ไม่สวยเท่าที่คนอื่นทำอะค่ะ คิด Character เอง... ลาก่อน ขอขโมยมาใช้ละกันนะคะ บลาๆๆ
คนกลุ่มที่ 2 นี่ ฉันคิดว่า ยังพอขุนขึ้นอยู่บ้าง ของแบบนี้ อยู่ที่ความตั้งใจจริงในการทำสิ่งต่างๆในชีวิต ฉันคิดว่าฉันเจอมาเยอะมาก พวกที่เหยาะแหยะ เหลาะแหละ อยากทำนั่น อยากทำนี่ พอทำได้นิดนึง เจออุปสรรคก็เลิก ย้ายไปทำอีกอย่างนึง ย้ายไปย้ายมา 10 ปีผ่านไป ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่อย่างเดียว
อาจารย์สอนพละของฉันสอนไว้ว่า อยากจะทำอะไรเก่งๆ ก็ทำสิ่งนั้นทุกๆวัน ฉันผู้ซึ่งห่วยพละมาก = = ไปสอบอันเดอร์ลูกวอลเลย์ ด้วยลีลาอันห่วยแตกมาก อาจารย์ก็ไม่ยอมให้ผ่าน แบบ ให้ไปสอบซ่อมตอนเย็น = = คือตกเย็น ฉันก็ต้องเปลี่ยนชุดพละ ไปอันเดอร์มันอยู่นั่น วันละชม. = = จนกว่าจะผ่าน กรูอยากเอาเวลาไปทำสิ่งที่ชอบ อยากเอาเวลาไปวาดรูป ร้องเพลง ทำการบ้าน กลับบ้าน เล่นกับเพื่อน ฯลฯ ก็คล้ายๆกับน้องๆบางคนนั่นแหละ ที่ชอบคิดว่า ก็ไม่ชอบ ทำไมต้องทำ??? ก็ไม่ชอบ ทำไมต้องเรียน??? ถึงในท้ายที่สุดของชีวิต ฉันจะไม่ได้ต้องการจะเป็นนักกีฬาวอลเลย์ทีมชาติ = = แต่สิ่งที่ฉันได้จากการทำสิ่งที่ไม่ชอบ จนกว่าจะผ่านนั้นก็คือว่าอะไรก็ตามในชีวิต ถึงไม่ถนัด แต่ถ้าพยายาม ฉันก็สามารถเอาชนะมันไปได้ ผลพลอยได้เล็กน้อยก็คือ แขนเฟิร์มขึ้น 10% ไม่มีไขมันห้อยต่องแต่ง
แฟนสุดที่รักของฉัน ตอนรู้จักกันใหม่ๆ ฮีเป็นคนแบบว่า จบ Computer Science มาอย่างหรูหรา แต่อยากจะเพิ่ม Skill ถ่ายภาพให้กับตัวเอง วันแรกที่ฉันรู้จักเค้า ขอบอกเลยว่า เค้าถ่ายรูปห่วยมาก ="= วันนึงฮีก็เก็บตัง ซื้อกล้อง compack ธรรมดาอันนึง แล้วระหว่างทางเดินไปไหนต่อไหน ฮีก็จะแบบว่า เดินถ่ายไปเรื่อยๆ บางทีเดินด้วยกัน จะรู้สึกแบบ หยุดอีกแระ = = บางทีก็วิ่งตามกระรอกกระแตตามสวนไปถ่ายมัน จนถึงทุกวันนี้ ผ่านไป 6 ปี รูปที่เค้าถ่ายออกมา เป็นแบบนี้...
จริงๆก็มี Photoshop เล็กน้อย แต่นับตั้งแต่รูปแรกที่เค้าถ่าย จนถึงวันนี้ ฉันภูมิใจมาก เพราะเค้ามาไกลมากๆ เพียงเพราะเค้าถ่ายมันทุกวัน เพลินๆ ว่างก็หยิบกล้องออกไปถ่ายอยู่ตลอดเวลา ขยันหาความรู้เพิ่มเติม อ่านโน่นนี่อยู่ตลอด คนที่จบ Computer Science มา อาจจะถือได้ว่า ไม่ได้เรียนศิลปะมาโดยตรง ไม่ได้ถูกฝึกฝนในวงการศิลปะมาเป็นสิบๆปี แต่ฮีทำได้ ถึงจะไม่ได้ดีทุกรูป มีรูปอื่นๆหลายรูปที่ฉันไม่ได้เอามาลง บางรูปก็ยังหลุดๆ แต่เค้าก็ยังทำได้ดีมากๆ
มีคุณยายคนนึง เป็นศิลปินดังสอนวาดภาพชาวญี่ปุ่น อายุ 100 กว่าปี แกเปิดโรงเรียนสอนวาดภาพอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างไกลจากตัวเมือง มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย มีรายได้ตอนแก่ร่ำรวยจากการเปิดโรงเรียนอีกตังหาก แถมยังไม่เหงา วันๆมีนไปมาหาสู่ที่บ้านเยอะแยะ (ฉันดูมาจาก NHK) คุณยายเล่าว่า สมัยก่อน แกก็เป็นชาวบ้านทำนาทำไร่ เลี้ยงลูกหลานมาเรื่อยๆตลอดชีวิต วันนึง เมื่อแกอายุ 80 ปี ลูกทุกคนโตแต่งงานมีครอบครัวหมด หลานก็โตกันหมด คุณยายก็เริ่มว่าง ไม่มีอะไรทำ แต่ด้วยความที่แกไม่ใช่คนขี้เกียจ แกก็เลยทดลอง หาโน่นนี่ที่แกไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ในที่สุด ก็ก็เริ่มต้นหัดวาดรูป ตอนอายุ 80 ปี วาดดอกไม้ใบไม้เรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ จนเก่งขึ้นมาในที่สุด
คนเรา ถ้าคิดว่า ทำไม่ได้ มันก็จะทำไม่ได้ ถ้าคิดว่า ทำได้ มันก็ทำได้ ง่ายๆเอง ของบางสิ่งที่เราคิดว่า ยากจัง เบื่อจัง ไม่อยากทำจัง ทั้งที่ต้องทำ เพื่อให้ผ่านเป็นขั้นตอนต่างๆในชีวิต เช่น การสอบ การเรียน การทำงาน การรักษาสัญญากับใครบางคนว่าจะทำให้ลุล่วง การรักษาจรรยาบรรณ การทำสิ่งที่ยากเพื่อรักษาคุณธรรม ฯลฯ ถูก ที่ว่า มันมีหลายครั้งที่เราอาจจะคิดว่า กรูไม่อยากทำละ กรูทำไม่ได้ นี่ไ่ม่ใช่ตัวฉัน ฯลฯ การทิ้งอะไรไปเฉยๆ กลางคัน มันก็เป็นการฝึกฝนอย่างนึง คือ ฝึกฝนให้เราเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ (แปลว่าไรหว่า จำเค้ามา) คือ ฝึกฝนที่จะเป็นคนเหลาะแหละ ฝึกฝนที่จะเป็นคนไม่มีความพยายามในชีวิต และล้มเหลวบ่อยๆ ในที่สุด เราก็จะบอกตัวเองย้ำๆ ซ้ำๆ ว่า ฉันทำไม่ได้ๆๆๆๆๆๆๆ สะกดจิตตนเองยังไง ก็ได้ผลแบบนั้นล่ะค่ะ โฮะๆๆๆๆๆๆๆ
ทำไมมาไกล จากเรื่องลิขสิทธิ์ภาพ เหอๆๆๆ ฉันอยากจะบอกแค่ว่า อะไรง่ายๆ ที่ใกล้ตัวมากๆ ลองทำด้วยตัวเอง มันอาจจะไม่ได้ยากอย่างที่เราชินกับการสะกดจิตตัวเองมาตลอดก็ได้นะคะ ยิ่งช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ ถ้าคนเรา ไม่ลุกขึ้นมาพึ่งตัวเอง ทำอะไรด้วยตัวเอง แล้วจะเอาตัวรอดไ้ด้งั๊ย~ การมักง่ายมันก็เหมือนรอให้คนอื่นไปยากลำบาก หาอาหารมา แล้วตัวเองขโมยเค้ากินเอาปลายทาง ถ้าวันนึงเค้าไม่มีให้ขโมยแล้ว เราก็จะไม่รู้จักเรียนรู้ที่จะหาอาหารด้วยตัวเอง ก็อาจจะหิวและอดตายได้ในที่สุด
สะกดจิตตัวเองใหม่กันตั้งแต่วันนี้เหอะค่ะ "ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ถ้าฉันพยายาม ฉันก็จะสามารถทำได้"
ถ้ามนุษย์ถ้ำดำดิน มีใบไม้ปิดจู๋ อยู่ๆวันนึงสามารถเดินทางไปดาวอังคารได้ เราจะยังมีข้อกังขาอะไร ในความสามารถแอบแฝงของมนุษย์อีกละคะ งอมืองอเท้าอยู่ใย ทำอะไรด้วยตัวเองกันตั้งแต่วันนึ้เตอะค่ะ
ปล. แก้ไขอายุคุณยาย เพราะเพิ่งนึกได้ว่า รายการที่ดูใน NHK วันนั้น คือรายการคนเจ๋งๆ ที่อายุเกิน 100 ปี ขออภัยค่ะ






#1 By HineyHelsinki on 2008-12-20 18:05