ขอรับ TAG เรียนอะไรทำงานอะไร... อย่างมีกึ๋น มาทำนะคะ ^_^ ดูต้นตอที่มาของ TAG ได้ที่นี่

 

สังคมมันก็แปลก ที่ดูเหมือนจะมีการคาดหวังไว้ว่า ชีวิตจะต้องมีรูปแบบที่แน่ชัดอยู่เสมอ จนบางคนคิดว่า อะไรที่มันแหวกแนวไปมากๆ มันน่าเป็นห่วง เช่น เกิดเป็นชาย คนก็ต้องคาดหวังว่าจะชอบผู้หญิง (แต่เรามิใช่ผู้ชายนะคะ -..- ) คนจบดีไซน์มาอย่างเรา สังคมและคนรอบข้างก็ต้องคาดหวังว่า เราจะต้องเข้าทำงานบริษัทโฆษณาถึงจะรุ่ง ถ้าวันนึงลุกขึ้นมาทำไร่ไถนา หรือไปเล่นละครเร่ คนก็จะเป็นห่วง ราวกับว่าเราจะฆ่าตัวตายวันรุ่งขึ้นเลยทีเดียว = =

 

ชีวิตของคนเรา มันไม่มีแบบแผนตายตัว ไม่ได้เป็น stereo type ที่เรียนอะไร ต้องทำงานแบบนั้น หรือแม้แต่ เราอาจจะไม่ต้องทำงานด้วยซ้ำ = = ใครว่าคนเราต้องทำงานละคะ วันนึงลุกขึ้นมาบวช ก็ไม่ได้ทำงานแล้ว จริงมะคะ อิอิ

 

เราเองเรียนจบ Industrial Design เอก Graphic จุฬาฯ มา จบมาแรกสุด เบื่องานออกแบบ เลยไปเรียนดนตรี เรียนร้องโอเปร่า เรียนแต่งเพลง แต่ขณะเดียวกันก็ทำงานบริษัทโฆษณาไปด้วย ทำไปได้ซักพัก รู้สึกไม่ศรัทธาในงานโฆษณา รู้สึกว่าสมองของเรา เอามาใช้ขายของนี่ ไม่เหมาะกับเราเลย เราคิดว่า เราเหมาะที่จะทำงานที่ถ่ายทอดความคิดของตัวเองมากกว่า เลยลาออกมา พูดตามตรงว่า ก็ไม่รู้หรอกค่ะ ว่าทำอะไร ถึงจะได้ถ่ายทอดความคิดของตัวเอง  ก็คิดมั่วๆเอาว่า เราน่าจะเริ่มจากเขียนอะไรบางอย่าง เราก็เลยไปเรียนเขียนบทละคร เรียนแอคติ้ง เรียนกำกับ ไปทำละครเร่อยู่กับครูช่างอยู่เป็นปี

 

ทีนี้ คณะละครของครูจนมากๆ = = เราเคยโดนด่า เพราะเราใช้เงินทำฉากไปทั้งหมด 750 บาท สำหรับละคร 1 เรื่อง ถึงเราจะไม่ได้เงินเลย แถมแอบออกเงินเข้าเนื้อไปอีกหน่อย ทำงานก็หนัก นอนก็น้อย แต่เราได้ความรู้มากๆ ที่เราหาไม่ได้จากที่ไหน เราได้เรียนรู้คน ได้เรียนรู้การถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ ได้เรียนรู้ที่จะประหยัด (ได้เรียนรู้จะเอาตัวรอดจากผู้ชายขี้หลี = =) ได้สอน Voice สอนเด็กๆร้องเพลงเป็นครั้งแรกของเราด้วย แม่เราเป็นห่วงมากๆ หาว่าครูหลอกใช้เรา ถึงขั้นจะไปวีนครูที่คณะละครเลยทีเดียว = = (แต่ก็ไม่ได้ไปหรอกนะ เอิ๊กๆ) พอมีจังหวะ เราก็ต่อยอดไปเรียน film กับพี่เจ้ย ระหว่างนั้นได้เอาความรู้เกี่ยวกับเด็กๆที่เราสอน ไปเขียนภาพประกอบหนังสือเด็กหาเงินไปด้วย พอมีผลงานมากหน่อย เราก็เอางานไปเสนอที่อัมรินทร์ พี่บก.ชอบผลงาน เราก็เลยได้เขียนหนังสือเด็กเล่มแรกของเราออกมา

 

พอมีหนังสือเด็ก เราก็เก็บค่าลิขสิทธิ์กับเงินรางวัลกินอย่างประหยัดได้พักนึง ระหว่างนั้นก็ทำ freelance งานออกแบบไปด้วย ได้เข้าๆออกๆบริษัทหลากหลาย ได้รู้จักคนหลายแบบ โดนโกงบ้าง โดนเอาเปรียบบ้าง แต่ก็ได้ประสบการณ์มากมาย พอถึงจุดนึง แฟนเก่าคุณชายไฮโซของเราอยากแต่งงาน หาบ้านหาเรือนหอไว้ให้ อยากให้เราอยู่บ้านเป็นแม่บ้าน ทางบ้านก็อยากให้เราแต่งงาน = = แต่เราคิดว่าเราเด็กเกินไป อยากไปเรียนต่อ ถึงใครจะคาดหวังยังไงก็เถอะ เราก็เลยไปเรียนต่อ ในที่สุดเราก็ต่อโท Interactive Multimedia ที่ LCP ด้วยความคิดง่ายๆว่า เราไม่อยากจะเรียนอะไรซ้ำกับที่เคยเรียนมา

 

ไปเรียนต่อถามว่าคิดถึงแฟนมั๊ย ก็คิดถึงค่ะ แต่เราเองก็ไม่ได้อยากใช้ชีวิตเป็นแม่บ้านอยู่บ้านเลี้ยงลูกตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ = = เราเองไม่ได้เลือกที่จะเอาใจสังคมและคนรอบข้างที่คาดหวัง ว่าเราจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เราเลือกที่จะเป็นตัวของตัวเองอะค่ะ เรามองไม่เห็นว่าคนอย่างเรา จะนั่งอยู่บ้านเลี้ยงลูกโดยไม่ทำอะไรได้ ก็ทำให้เราผิดใจกับแฟนเก่าของเรา นานๆเข้าก็ทะเลาะกันบ่อยๆ จนในที่สุดเข้ากันไม่ได้มากขึ้น ก็เลิกกันไปในที่สุด ท่ามกลางการผิดหวังของครอบครัวทั้ง 2 ฝ่าย แต่เราคิดว่า ถ้าเข้ากันไม่ได้ ถึงเค้าจะดีพร้อมยังไง ถ้าเข้ากันไม่ได้ ก็คือเข้ากันไม่ได้ แต่งงานไปก็อาจจะหย่าได้ เค้าน่าจะเหมาะกับคนอื่นที่เข้ากับเค้าได้มากกว่าเรา (ซึ่งแฟนเก่าเราเค้าก็ไม่เข้าใจหรอกนะคะ เค้าคิดว่าเรามีกิ๊ก ถึงได้เลิกกะเค้า = = ยิ่งเค้าไม่เข้าใจ เราก็ยิ่งเห็นเลยว่า อืม... เราเข้ากันไม่ได้จริงๆ -- แต่ตอนนี้เค้าีมีแฟนใหม่ไปแล้วนะคะ อิอิ ได้ข่าวว่าเป็นสาวน้อยน่ารักที่เข้ากับเค้าได้มากกว่าเรามากๆ เราละดีใจ๊~ ดีใจ)

 

ถึงจะต้องเลิกกับแฟนไป แต่ที่เราไปเรียนต่อ เราก็ได้เจอเพื่อนใหม่ๆมากมายที่อังกฤษ ได้เจอแฟนใหม่ของเราด้วย อิอิ แล้วเพื่อนใหม่ๆของเราที่โน่นนี่ละค่ะ ที่เป็นส่วนสำคัญให้เราได้มี connection ในการทำงานใหม่ๆหลังจากกลับมา พอกลับมา เราก็ตัดสินใจ เปิดบริษัทออกแบบเล็กๆของตัวเอง ด้วยเงินก้อนเล็กๆ มีออฟฟิสขนาด 25 ตารางเมตร เพื่อนๆทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ก็ส่งงานกันไปส่งงานกันมา ทำให้เรามีคอนเนคชั่นมากมาย ได้ทำงานกับลูกค้าใหญ่ๆมาแล้วในไทย และในต่างประเทศ แต่กระนั้น เราก็เบื่อ -..-

 

มีอยู่ช่วงนึง ที่มีหลายๆบริษัทใหญ่ๆ อยากจะให้เราเข้าไปนั่งในบริษัทของเค้า เหมือนกับซื้อบริษัทของเรา เข้าไปเป็นทีมงานให้เค้า มันก็เป็นจุดที่ทุกคนคาดหวังอีกว่า เราน่าจะตกลง เพราะมันจะทำให้บริษัทของเรามีรายได้มากมาย ให้มีกำไรมากกว่านี้ เรากลับมองเห็นว่า ตัวเรา วันๆเอาแต่หาเงินนี่หว่า... แถมยังต้องกลายไปเป็นลูกจ้างเค้า ที่เราเปิดบริษัทขึ้นมา ก็เพราะอยากจะมีเวลาเป็นของตัวเอง แหวกตัวเองออกจากกรอบที่ว่า ตื่นตี 5 ทำงานกลับบ้าน 4 ทุ่มนอน ตี 5 ตื่นไปทำงานใหม่ เวลาหาเงินมากๆ ส่วนนึงเราก็ต้องเหนื่อยมากๆ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำตัวเป็นเจ้านายทำงานบริหาร แทนที่เราจะได้ทำงานที่เราชอบ ต้องเอาใจลูกค้าสารพัด มาคิดไปคิดมาแล้ว มันไม่ใช่เราเลย เราชอบบริษัทเล็กๆ ชอบสภาพแวดล้อมที่ไม่มีเจ้านาย ลูกน้อง ชอบสภาพการทำงานเป็นทีม ที่ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง ในระดับเท่าๆกันมากกว่า.... หลายคนก็หาว่าเราเพ้อฝัน..... เราก็ช่างเค้า เป็นตัวของเรา... เราก็เลยปฏิเสธข้อเสนอไปค่ะ ^^;

 

ตอนนี้ บริษัทของเรา ก็เหลือแค่ทีมที่พอๆดีๆ เล็กๆ อย่างที่เราอยากได้ เวลาอยู่ไทย เราก็ทำงานที่บ้าน นัดประชุมกันตามร้านขนมน้ำชาต่างๆสนุกสนาน รับงานลูกค้าแค่ไม่กี่เจ้า ทำให้เราไม่ต้องเอาเวลาทั้งหมดไปทุ่มให้กับงานหาเงิน บางทีเป็นช่วงที่เราต้องไปทำงานที่จีน เราก็บินไปอาจจะซักเดือน-2เดือน แล้วก็กลับมา มีคนมาจ้างเป็นที่ปรึกษาสัปดาห์ละ 2 วัน ก็ทำเพราะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ สนุกๆ แต่เวลาที่เหลือของเราก็คือ เอามาทำอะไรที่เรารักและสนใจ

 

เรารู้สึกว่า ถึงเราจะไม่ได้เป็นบริษัทดาวรุ่งพุ่งแรง บิลลิ่งเป็นล้านๆ เรามีรายได้เท่านี้ก็พอแล้ว พอสำหรับการใช้ชีวิต พอสำหรับการดูแลตัวเอง แถมยังมีเงินบริจาคได้เดือนละหลายตังอีกด้วย เราไม่จำเป็นต้องขยายบริษัทเราให้ใหญ่ล้นฟ้า หางาน ฟาดฟัน แข่งขัน ชิงดีชิงเด่นกับคนอื่น จ่ายใต้โต๊ะหางานราชการ ฯลฯ เรารู้ว่าเรามีดีอะไรอยู่กับตัวและเรารู้ว่า ตัวเรา ทำอะไรได้บ้าง แล้วเราก็พยายามคิดว่า ด้วยตัวเรานั้น จะทำอะไรให้คนอื่นได้บ้าง บางทีก็สำเร็จ บางทีก็ fail เราก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ แต่ส่วนนึงในชีวิต เราคิดว่าเราพอ พอใจกับทุกๆอย่าง เรามีแฟนที่น่ารักและเข้าใจเรา เพราะเราไม่ไหลตามกระแสแต่งงานที่ทุกๆคนคาดหวัง เรามีงาน มีเพื่อน มีโปรเจคใหม่ๆ ที่ทำให้เราีมีเงินพอเลี้ยงชีวิตของเราได้ ที่สำคัญ เรามีเวลา ที่เราจะได้ทำสิ่งต่างๆที่เราสนใจ และอยากทดลอง เราคิดว่าเรามีความสุขนะคะ ^_^

 

จะว่าไป เราเองก็เป็นคนที่ ทิ้งงานบริษัทโฆษณา ทิ้งแฟนคุณชายไฮโซ ทิ้งโอกาสในการขยายบริษัท มาอยู่แบบเรียบๆ เล็กๆ แต่มีอิสระที่จะทำอะไรตามที่เราพอใจ หลายๆคนก็หาว่าเราบ้า เอ๊ะ หรือว่าเราจะบ้าจริงๆกันนะ เอิ๊กๆๆ

 

ที่เขียนมา เราไม่ได้อยากจะให้น้องๆหรือคนอื่นๆเอาตามอย่างเราหรืออะไรหรอกนะคะ เราเองก็อาจจะไม่ได้ทำถูกไปทั้งหมด บางคนอาจจะคิดว่าเราโง่ด้วยซ้ำ วันนึงเราอาจจะฉลาดกว่านี้ แล้วมองย้อนกลับมาด่าตัวเองก็ได้ เอิ๊กๆ แต่เราแค่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ชีวิตของคนเรา จะเป็นไปทางไหน เราเองนี่แหละ ที่เป็นคนขีดเส้นทางเดินของมันไป ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่สังคม ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นคิดว่า "ควรจะเป็น"  ตราบใดที่เรามีสติรู้ตัว รู้จักตัวเอง เราก็สามารถพิจารณาทางเดินให้กับตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปหวั่นไหว ว่าใครจะว่าอะไร

 

ถ้าใครยังงงๆ ว่าจะยึดหลักอะไรดี เราขอสรุปสั้นๆให้ไว้เป็นหลักในการพิจารณาง่าย 3 อย่าง

 

1. Be Happy -- จะทำอะไรก็ตาม เราต้องมีความสุขกับมัน อะไรที่ทำแล้วเกิดทุกข์แก่ตัวเรา เราต้องพิจารณาละ ว่ามันถูกทางหรือไม่ งานที่ำทำออกมาได้ดี คืองานที่เราทำแล้วมีความสุข การเรียนที่เราเรียนได้ดี คืออะไรที่เรียนแล้วเรามีความสุข

2. Give it 100% -- จะทำอะไรก็ตาม เมื่อได้เลือกทางเดินแล้ว ก็จงเต็มที่กับมัน อย่างไม่ระย่อท้อถอย ถึงทางจะตรงบ้าง ลัดบ้าง เรียบบ้าง ขรุขระบ้าง แต่เมื่อเราเต็มที่ เราก็จะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ และเมื่อพิจารณาคำว่า GIVE แล้ว มันก็คือการ "ให้" นะ ไม่ใช่การ TAKE อะไรก็ตามที่เราทำด้วยความรู้สึกอยากให้ ไม่ใช่ความรู้สึกอยากได้ มันจะออกมาเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนเราคิดไม่ถึงเลยทีเดียว

3. Balance your life well -- รักษาสมดุลของชีวิตให้ดีที่จะทำข้อ 1 กับ ข้อ 2 ได้ ตั้งใจจริงแล้วอดตาย ก็อาจจะตึงเกินไป เราเองก็ต้องหาทางหล่อเลี้ยงชีวิตให้ยังอยู่ได้จนสามารถทำอะไรที่เรา Happyได้ด้วย ถ้าเรารับงานมากเกินไป เราอาจจะได้เงินมาก แต่ไม่มีเวลาไ้ด้ทำตัว Happy แถมยังไม่สามารถทำอะไรเต็ม 100% ได้ ทำให้ผลงานออกมาเบ่ย อันนี้เราก็จะเห็นแล้วว่า มันไม่ Balance

 

แน่นอนว่าทั้ง 3 ข้อนี่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเป็นคนดี มีศีลธรรม มีหิริ โอตตัปปะนะคะ

 

อะไรที่สังคมตีกรอบมา หรือคนรอบๆตัวเห็นว่ามันเป็นแนวทางที่ควรจะเป็น บางทีมันก็ไม่ได้เหมาะกับเราเสมอไป คนเราเกิดมา ไม่ได้เกิดมาพร้อมกรอบ สังคมมาตีกรอบให้ทีหลัง บางทีการจะเอาตัวเองออกมาจากกรอบ มันใช้ความกล้าอย่างมาก แต่ถ้าเราซื่อตรงต่อตัวเอง จริงใจกับตัวเอง รู้จักตัวเอง มีสติ ไม่ยึดติด ฉลาดที่จะวางตัว เราก็จะไม่สิ้นหนทาง เราจะมีปัญญาหาหนทางที่เหมาะกับตัวเราเองได้เสมอค่ะ

 

สู้ๆนะจ๊ะ แล้วอย่าลืมทำตัวเป็นคนดี รักษาศีล ทำบุญ สร้างบารมี กันด้วยนะคะ

 

ปล. ขอบคุณที่อ่านจบ*

 

(Baby I'm sorry I haven't translated this one yet. It's super long. Will talk about it on the phone. Love you. Kiss Kiss)

 

----------------------------------------------------------------------- 

 

ขอประณามความรุนแรงทุกรูปแบบที่กระทำ กับพี่น้องประชาชนชาวไทยด้วยกัน รวมไปถึงท่านที่พูดว่า โดนแค่นี้ยังน้อยไป แค่คำพูดที่พ่นออกมาและการกระทำของท่าน ก็ส่อแล้วว่า ท่านยังคงต้องรับผลกรรมแห่งความคิดร้ายและวาจาร้ายและกระทำร้ายอีกหลายร้อย หลายพันชาติ

 

We condemn Thai government and Thai police on brutally using force on people including those who support Thai government and police's action either by thought, expression, or action. Your KARMA will follow you through your lives, next lives and beyond.

 

-----------------------------------------------------------------------

 

แจกแฟ้ม Blythe พร้อมลายเซ็น จุนโกะวอง กับโครงการไทยช่วยสันติสุขจ้าา

(I give away free Blythe folders with Junko Wong's signature for those who donate to poor people and soldier around the southern border of Thailand.)

 

 

 

โดย 5 อันแรกนี้จะมีลายเซ็นของคุณ จุนโกะ ด้วยจ้า อันหลังไม่มีนะจ๊ะ

(The first 5 have been signed by Junko Wong too but not the last one).


สำหรับใครที่สนใจนะคะ ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างรับบริจาครอบ 2 ค่าาา หมดเขต 15 ตุลาคมนี้ อ่านรายละเอียด กติกาได้ที่นี่โลดดดดด ขอบคุณมากค่าาาา ส่งกันเข้ามานะคะ ทหารหาญของไทย กำลังรอน้ำใจจากทุกท่านอยู่ค่าาาาาาาาา

The charity campaign is still on going, for more detail please click here or email me --> " info(at) mindtrigger.com".

 

อืม
อนุโมทนาด้วยครับ
ขอให้สงบสุขเสียที

#1 By Dearcool on 2008-10-05 08:01

เป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ดีนะครับ แล้วก็พิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง ๆ ด้วย ถือว่าเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้ดีทีเดียวนะครับ น่านับถือ Hot!

#2 By เจ้าชายน้อย on 2008-10-05 09:57

อ่านแล้วจี๊ดโดนใจ.. นึกถึงตอนตัดสินใจทำในสิ่งที่ขัดความรู้สึกคนข้างๆ (สถาปนิกมาเป็นนักเขียนการ์ตูน)
เจอจุดวัดใจสารพัด...กว่าจะผ่านมาได้...
แต่ของแบบนี้เวลามองย้อนกลับไปก็ยิ่งทำให้รู้สึกดี
ที่ผ่านมาได้และดีใจที่เลือกไม่ผิดconfused smile

#3 By wesong on 2008-10-05 10:41

บ้าแน่ ๆ ครับ ฟันธง
ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา เขาก็หาว่า บ้า

สรุปว่า เธอก็บ้า
สรุปว่า ฉันก็บ้า
สรุปว่า เรานั้นบ้า
ไม่รู้ใครบ้ากว่าใคร

เอิ๊ก...

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#4 By Dhammasarokikku on 2008-10-05 12:03

อ่านจบแล้วได้แรงบันดาลใจมากมาย Hot!

#5 By Eddy on 2008-10-05 13:06

อย่างแรงงHot! Hot! Hot!
อือ... เป็นแนวคิดที่เราก็เห็นด้วยอ่ะค่ะ
แต่ ถ้าถามว่าเป็นตัวเราเอง เราก็ไม่แน่ใจว่าจะกล้าได้อย่างพี่รึป่าว
หลายๆเรื่องต้องใช้ความเป็นตัวของตัวเอง และความมั่นใจอย่างมาก ในการที่จะตัดสินใจทำอะไรๆลงไป

(กลัวแต่ตัวเองจะไหลไปตามกระแส แบบเลือกแต่เซฟไว้ก่อนทุกทีไป)


พี่เก่งจริงๆค่ะ นับถือๆ Hot! Hot! Hot!

#7 By +panpandog+ on 2008-10-05 19:32

ผ่านการตัดสินใจที่ยากลำบากมาเยอะเลย แต่ก็ไม่ลืมจุดมุ่งหมายของตัวเองที่จะมีความสุขในชีวิต แถมยังมองไปเผื่อแผ่ไปถึงความสุขของคนอื่นอีก ถ้ามีคนอย่างคุณริน่าเยอะๆในสังคมคงจะมีแต่การช่วยเหลือเกื้อกูลกันbig smile

#8 By Life Goes On on 2008-10-05 19:37

ยอมรับว่าเป็นคนที่อยู่ในกระแสสังคม อยู่ในเส้นทางที่(คนอื่นรู้สึกแทนเราว่า)ปลอดภัย ไม่ค่อยกล้าเลยค่ะ แล้วมันก็ไม่มีความสุขจริงๆด้วย ตอนนี้ก็เริ่มเป็นตัวของตัววเองขึ้นมาหน่อย เริ่มแอบขยับขยายไปเรียนอะไรที่อยากเรียนแล้ว

#9 By na m pu eng on 2008-10-05 20:45

อ่านบล็อกพี่กวางเจาแล้วได้อะไรดีๆกลับไปทุกครั้งเลยค่ะ ^_^

ปล. เพิ่งอ่านสัมภาษณ์ในกุลสตรี พี่เก๋เพื่อนพี่ เป็นพี่รหัสหนูค่ะ 555+

#10 By kiyono on 2008-10-05 21:04

น่าจะบรรจุ รินนา ไว้เป็นหนึ่งในหมู่คณะ มานะ มานี ชูใจ ...

ท่าจะสนุกนัก...

จากพี่คนหนึ่ง (ซึ่งไม่ขี้หลี... รึปล่าววะ ฮ่าๆๆๆ) sad smile

#11 By แมวร่อน on 2008-10-05 21:39

เป็นตัวของตัวเองอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ไม่ค่อยมีกึ๋นเท่าไหร่.. แล้วก็เคว้งคว้างสับสนบ้างเป็นบางครั้ง ^_^; ไม่ได้เอาความรู้ที่จบมามาใช้ทำงาน (โดนคนประนามมากมาย) แล้วก็ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร.. แต่ก็มีความสุขดีค่ะ ^_^

#12 By Hayashi Kisara on 2008-10-06 07:18

ฮาตรง Tags นี่แหละ

ยาวแสด Hot!

#13 By KaTTo-+tOdA on 2008-10-06 11:03

อ่า..ชีวิต...
ค้นหาตัวเอง แต่ที่ผ่านมามีความสุขรึยังเอ่ย

เวลาไม่ย้อนกลับ..แต่เราหนับหนุนให้ไปเรียนเก่งๆ

สู้ๆ...

#14 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2008-10-06 11:35

ขอบคุณครับ

#16 By คาโตเน่ on 2008-10-06 12:43

ชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวกล้าตัดสินใจจริงๆ big smile
Hot!
ชื่นชมค่ะcry

#18 By Sp@rk on 2008-10-06 14:00

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ขอบคุณมากกกค่ะ อ่านแล้วรู้สึกได้คำตอบในบางอย่างเลย ขอบคุณมากเลยนะคะ ความคิดพี่น่าชื่นชมมากๆ

#19 By aisawan on 2008-10-06 14:55

อ่านบางข้อความแล้ว
นึกถึงแนวคิดไม่ไหลตามกระแสทุนนิยมดีจังเลยครับ
ผมว่านี่แหละครับ พวกเราตกเป็นทาสของกรอบที่ระบบทุนนิยมยัดเยียดให้ อะไรๆก็มั่นคงทางการเงินๆ แต่พอพูดถึงความสุขในชีวิตแล้ว แทบจะไม่มี
ขอบคุนมากๆครับ อ่านแล้วได้แรงบันดาลใจมากๆเลยครับ
confused smile

Hot! Hot! Hot!
รักที่จะเป็นตัวเอง เดินตามทางที่ต้องการ ถ้าเห็นแล้วว่ากายเราสุข ใจเราก็จะสุขตามไปด้วย

ปล.อยากจะถามพี่จังว่าพี่คิดว่าตอนนี้ชีวิตประสบค.สำเร็จแล้วหรือยัง

ปลล. คาดเดาคำตอบว่าพี่ต้องประสบค.สำเร็จแล้วbig smile

#21 By ลูกคนโตเอง on 2008-10-06 18:21

ตอบ #21 By ลูกคนโต

จริงๆจะวัดว่าประสบความสำเร็จมั๊ย มันอยู่ที่ว่า ใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัดนะคะ

ถ้าถามพี่ละก็นะ อืมมม... พี่นั้นยังห่างไกลจากนิพพาน ^^; แต่ก็จะค่อยๆพยายามเติมเต็มไปเรื่อยๆ แบบนี้มากกว่านะ พี่คิดว่าตัวเอง หลุดออกจากวงโคจรมาได้เปลาะนึง แต่ก็ยังมีอีกหลายร้อยหลายพันเปลาะที่จะต้องก้าวต่อไป กว่าจะไปถึงนิพพาน

ฟังแล้วงงมั๊ยหว่า เอิ๊กๆๆๆ

#22 By Rinna ♥ on 2008-10-06 19:00

เป็นข้อคิดที่ดีคะ
เป็นแรงบันดาลใจดีคะ
แค่เรามีความสุขก็พอแล้ว

#23 By ~memay~ on 2008-10-06 19:31

อ่านแล้วทำให้คิดอะไรได้หลายๆ อย่าง
ขอบคุณที่เขียนสิ่งดีๆ อย่างนี้มาให้อ่านนะคะ

บล๊อก 2 ภาษาด้วย ขออนุญาตแอด fav เลยละกัน open-mounthed smile

#24 By HoRo ... ll on 2008-10-06 21:15

อ่านแล้วโดนใจค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! กำลังอยู่ในภาวะอยากออกจากระบบเครื่องจักร(บริษัท)ซะที

#25 By aya&ume on 2008-10-06 22:08

พี่มีชีวิตแบบที่หนูอยากมีจริงๆค่ะ >.<

#26 By ll~*((Nami•Nami))*~ll on 2008-10-07 10:32

เราเห็นด้วยกับหลัก 3 ข้อนะ Hot!
จะลองเอาไปปรับใช้กับตัวเองดูบ้างcry

#27 By cherried on 2008-10-07 13:36

Hot! Hot!

ผมว่าทำอะไรตามที่ตัวเองรักนั่นแหละดีที่สุด

หลายคนอาจจะแย้งว่าถ้าสิ่งที่ตัวเองรักทำแล้วไม่มีทางรุ่งละ

ผมเคยได้ยินอาจารย์นิสิตท่านหนึ่งบอกกับผมเมื่อผมแย้งด้วยคำถามข้างต้น ท่านบอกว่า"อะไรที่เรารักก็ทำไปเถอะ แล้วเราก็จะพยายามทำให้มันดีขึ้นไปได้เรื่อยๆ เพราะเรารักมัน"

ผมเห็นทางสว่างเลยครับ

อย่ากลัวที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองทำและจงทำมันให้ดีที่สุด แค่นี้ก็คุ้มค่าที่เกิดมา

อ้อ แล้วก็อย่าลืมตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณด้วยนะครับ

big smile

#28 By Pete on 2008-10-07 16:12

อยากไปค่ะ อยากไปอีก
พอเพียงและเพียงพอ พี่เจาทำให้ต้องทบทวนตัวเองหลายๆรอบเลยค่ะHot!

#30 By (^_^)/nana on 2008-10-07 21:30

นับถือคุณมากจริง ๆ ค่ะ เราก็ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเอง จนคนรักไม่เข้าใจ แต่จะให้เลิกก็ยังทำไม่ได้ค่ะ ก็พยายามปรับตัวแต่ไม่เปลี่ยนตัวเองค่ะ

#31 By Linda on 2008-10-08 12:26

Hot!

เดี๋ยวนี้
คนเป็นตัวของตัวเองเนี้ย
มันเดินไป เดินมาจนจะชนกันและค่ะ
เหมือนลอกกันมา

เป็นตัวของตัวเองยังไง
ให้ซ้ำกันได้มากมาย ฮาsad smile


แต่เค้าชอบนะ
คนที่เป็นตัวของตัวเองจริงๆน่ะ
มันเจ๋งดี

#32 By ...... on 2008-10-08 14:55

น่าทึ่ง Hot! Hot! Hot!
หาได้ยากนะค่ะน้อยคนที่จะสามารถทำชีวิตให้ลงตัวพอดีๆแบบนี้
ชื่นชมมากๆค่ะ double wink

#33 By poonnada on 2008-10-08 19:41

เจ๋งมั่ก ๆ ค่ะ cry

#34 By b613 ดาวถัดมา on 2009-01-18 09:18

เยี่ยมจริงๆ ครับ
ขอชื่นชมความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองของคุณจริงๆ ครับ

อ่านเรื่องของคุณแล้ว รู้สึกว่าผมสามารถหาคำตอบให้กับหลายๆ เรื่องที่อยู่ในใจของผมมาตลอด

ขอบคุณมากครับ สำหรับแรงบันดาลใจดีๆ

#35 By tgz (58.8.99.221) on 2009-02-02 13:26

สู้ๆ

#36 By โอ (125.25.5.215) on 2009-02-06 21:12

T_T ใช่เลย ความคิดแบบนี้แหละ ไม่อยากทำงานหักโหม
แบบนั้น อยากมีอิสระ คิดแค่ว่า อยากมี studio กับเพื่อน
เล็กๆ ทำงานบ้าง เที่ยวบ้าง ห่ะห่ะ เงินมันไม่ใช่ปัจจัยไปซะทุกอย่าง
เห้นด้วยอย่างยิ่งค่าาาาาา....Hot! Hot!

#37 By Style_Alpha on 2009-02-08 17:52