014: Ent ติด? เรียนจบ?? ทำงานได้??? และอะไรที่ชอบ????
posted on 06 May 2008 01:01 by rinnathecat in Thoughtโว้ววว....
นี่เป็นฤดุเ้ข้่ามหาลัยของเด็กๆกันแล้วสินะ *-* ขอแสดงความยินดี กับน้องๆ(หลานๆ) ทุกๆคนด้วยนะคะ สำหรับคนที่พลาดไป ก็อย่าคิดมากไปนะคะ ความผิดหวัง มันจะเป็นกำลังใจ ให้เราก้าวขึ้นมาใหม่ และเติบโตขึ้นอย่างสวยงามค่ะ คนที่ไม่เคยแพ้ คือคนที่ไม่ชนะอย่างแท้จริงค่ะ อย่าท้อ สู้ต่อไปเน่อ
สำหรับคนที่เอนท์ติดปีนี้ อย่ามัวแต่ฉลองกันจนเปิดเทอมนะคะ เพราะเรื่องที่สยองยิ่งกว่า การเอนท์เข้าไป กำลังจะเริ่มขึ้น อันนี้ขอเล่า จากประสบการณ์ตรงเลยนะคะ ว่าชีวิตในมหาลัย มันโหดมาก ยิ่งถ้าเข้า ถาปัตย์ด้วยแล้ว.... อยากจะเล่าตรงนี้ให้ทุกๆคนฟัง เผื่อจะได้เตรียมตัว เตรียมใจ และทำความเข้าใจ กับตัวเราเอง และชีวิต ที่กำลังจะตามมาหลังจากนี้
คือเริ่มมาจากว่า บ้านเรา คุณตาท่านเป็นเด็กถาปัตย์ รุ่นบุกเบิกเลยค่ะ รุ่นแรกๆเลย ทางครอบครัวเรา ก็จะภูมิอกภูมิใจนักหนา ออกนอกหน้า เวลาที่มีรุ่นหลานๆ้เข้าคณะนี้ได้ เราเอง ก็แอบแอนตี้ทางบ้านหน่อยๆ ก่อนหน้ารุ่นเรา พี่ชาย (ลูกพี่ลูกน้อง) เราคนนึง ก็เข้าไอดีจุฬาได้ ทางบ้านก็เห่อแล้วเห่ออีก หมั่นไส้มัน = = ตอนแรก เราว่าจะไปเรียนหมอประชดซะเลย แต่พิจารณาด้วยสติแล้ว เห็นว่า มันไม่เหมาะกับเรา ในที่สุด เราก็ จับพลัดจับผลู มาเข้าคณะเดียวกะมันอีกคนจนได้ = = รุ่นพี่บางคน ก็เตือน เหมือนกับที่เรากะลังเตือน รุ่นน้องๆนี่ล่ะค่ะ ว่าคณะนี้ ฟังดูแล้วมันเท่ แต่จบมา แล้วก็จนเหมือนกันหมด งานก็หนัก ถ้าใจไม่รักจริงๆ มันจะไม่มีความสุข บางคน ถึงขั้นทรมาน และสติแตกกันเลยทีเดียว (สติแตกจริงๆนะคะ ไม่ได้พูดเล่น)
5 ปีผ่านไป เราก็เรียนจบมาได้อย่างดีค่ะ แต่กว่าจะจบ เราก็เจ็บช้ำน้ำตานอง โดนอาจารยว่าแรงๆ เช่นว่า "ยามหน้าคณะ ยังคิดได้ดีกว่าเธอเลย หรือ Design นี้มันเป็น Design โบราณ มีมาตั้งเป็นหมื่นๆปีแล้ว สมองเธอนี่ ไม่พัฒนาไปจาก คนเมื่อหมื่นปีที่แล้วเลยใช่มั๊ย บลาๆๆๆ" มาแล้ว เป็นเรื่องปกติค่ะ ตอนเป็นเด็ก เราไม่เข้าใจ ว่าทำไมอาจารย์ ถึงต้องว่าแรงขนาดนี้ พอจบมา ก็พอเข้าใจนิดหน่อย ว่าเค้าไม่อยากให้เด็กๆเหลิงเกินเหตุ คือคนในคณะ ที่มีพรสวรรค์ก็มากค่ะ บางคนมันเก่ง ก็เก่งจริงๆนะ แต่ความภูมิใจในตัวเอง จนกลายเป็น ความหยิ่งทะนง มันเป็นอุปสรรค ต่อการศึกษาอะค่ะ บางคนมัน EGO หนา อาจารย์ท่านก็ต้องด่าๆ ขุดๆออกไปบ้าง ซึ่งตรงนี้ มันก็กลายเป็นดาบ 2 คม คือบางคน ที่เก่งแล้วอีโก้แรงๆ มันก็เปิดใจมากขึ้น อีโก้ลดลง ไอ่บางคน ที่ไม่ค่อยเซลฟ์ มันก็กลายเป็นหงอ ถึงขั้นไม่อยากเรียนแล้ว ก็มี เราเองตอนจบมาใหม่ๆ เราคิดเลยค่ะ ว่าเรามันโง่ เป็น Designer ที่ดีกับคนอื่นเค้าไม่ได้หรอก เรากะว่า เราจะไปเรียนดนตรีแน่ๆ เคยคิดถึงขั้นที่ว่า จะไปเรียน ปริญญาตรีใหม่เลยด้วยซ้ำ
การเรียนในคณะถาปัตย์ มันไม่ง่ายค่ะ มันทรมาน ไม่เคยมีใครซักคน ที่จบมาด้วยความู้สึกว่า เรียนสบายจัง ว่างจัง เข้าไปปี 1 แล้ว เจอกันอีกที ปี 5 ตอนเรียนจบนั่นล่ะค่ะ ระหว่างเรียน ต้องขวนขวาย หาความรู้อยู่ตลอด ฝึกฝนฝีมืออยู่ตลอด การจะเป็นนักออกแบบที่ดี ไม่ว่าจะออกแบบอะไรก็แล้วแต่ ต้องเป็นคนกว้าง ช่างสังเกตุ ใฝ่รู้ ใส่ใจในรายละเอียดและขยันค่ะ ไม่ใช่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ตราบใดที่ยังคงทำงานทางนี้อยู่ มันก็ต้อง ทำต่อไปค่ะ
ระหว่างทางที่เราเรียนมา กว่าจะจบ เราเห็นทุกปี ที่จะมีคนที่ เรียนไม่ไหว จนต้องของดรอป บางคนถึงขั้น ต้องไปพบจิตแพทย์ เพราะความเครียดพุ่ง บางคนดรอปไว้ แล้วไปทำอย่างอื่น จนในที่สุด ก็เรียนไม่จบ บางคนเรียนมา ได้กลางทาง 3 ปีแล้ว รู้สึกว่า ไม่ใช่ ลาออกไปเอ็นใหม่ ก็มีเยอะมากๆ เราไม่ได้ขู่นะ แต่เราว่า วิชาชีพแทบจะทุกอย่าง ถ้าไม่มีใจรักในด้านนั้นๆแล้ว มันจะทรมานมากอะค่ะ เวลามีอุปสรรค ปัญหาเข้ามาแล้ว เราจะเอาชนะมันได้ยาก เราเอง ต้องนับว่า โชคดี ที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร อยากจะมุ่งไปในทางไหน มาแต่เนิ่นๆ ถึงตอนจบใหม่ๆ จะหลงทางไปบ้าง เห็นงานออกแบบ แล้วมัน คลื่นหืนวิงเวียนไม่ทราบสาเหตุ แต่พอได้ลองทำโน่นทำนี่ เราก็รู้ตัวแล้วว่า เลือกไม่ผิด จบมาหลายปีแล้ว ยังฝันร้ายอยู่เลย ว่า อาจารย์โทรมาบอก ว่า รินนา เธอทำงานชิ้นนี้ไม่ผ่านนะ ให้กลับไปเรียนใหม่ ชั้นไม่ยอมให้ปริญญาเธอ กว่าเราจะทำงาน จนได้ความมั่นใจคืนมา มันก็ใช้เวลาพอสมควรเลยล่ะค่ะ นี่ขนาด เราเป็นคนที่ เลือกทางได้ถูกต้องแล้ว คือพอเรามองย้อนกลับมา เราก็รู้แล้วว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว แล้วลองคิดสภาพ สำหรับคนที่ไม่แน่ใจ ว่าตัวเองจะชอบ หรือถนัดทางนี้ละป่าวดูดิคะ
ยกตัวอย่างง่ายๆ น้องลูกพี่ลูกน้องเราอีกคน คือ นึกสภาพครอบครัวเรานะคะ ลูกลุง ลูกป้า ลูกแม่ (เรานั่นเอง) อย่างน้อย 1 คน เข้าไอดีจุฬาฯกันหมด (เข้าด้วยความชอบนะคะ ก็โตมาคล้ายๆกันอ่ะ = = มันก็เลย มาทางนี้กันหมด) จนมาถึงลูกพี่ลูกน้องคนนี้ ซึ่งเป็นลูกน้า แน่นอนว่าน้าเรา ก็คาดหวังไว้มากค่ะ ว่าน้องคนนี้ จะต้องเข้าคณะนี้ด้วยแหงๆ เราเอง ก็เตือนๆแล้วตั้งแต่ตอนจะเลือก ว่าอย่าเลย ไม่เหมาะ แต่ยิ่งไปพูด ก็ยิ่งโดนน้า หาว่าอิจฉาน้อง (จะอิจฉาทำไม = = สงสัยกลัวเราจะสวยกว่า โฮะๆๆๆๆๆ ) น้องคนนี้ เธอเป็นสาวสวยค่ะ คุณน้าเรา ก็มาดมั่นว่า โอ้ ถ้าจบมา เป็น Interior สาว จะต้องเท่แน่ๆ (คือน้าเรา เค้าเลี้ยงลูก เหมือนเล่นเกม Princess Maker อะค่ะ เค้าจะอยากให้ลูก "ดูดี" แต่อาจจะไม่ได้ทำความเข้าใจ ให้ถ่องแท้ ว่าวิชาชีพนี้ มันเป็นยังงัย = = และขอโทษ งาน Interior นี่ หนักโคตรๆ รายละเอียดจุกจิกมาก อิเก๋เพื่อนเรา มันทำอยู่ เราก็เห็นอะค่ะ ว่างานมันคืออะไร ไอ่ที่ว่า ไปนั่งทำตัวสวยไปสวยมา ไม่มีทาง งานลุยโคดๆ ติดต่อฟาดฟัน คุมงานกับผู้รับเหมา แทบจะตลอดเวลา เหนื่อยมากๆอะค่ะ) ประกอบกับน้องเราคนนี้ มันก็ยังเป็นเด็กอยู่มั้ง แล้วก็ อาจจะยังไม่ได้สำรวจตัวเอง ว่าชอบอะไร คือยังงงๆกะชีวิตอยู่ แต่ด้วยความเป็นเด็กเรียนดี มันก็เข้าภาค Interior จุฬาฯ ได้ในปีที่ 2 ที่สอบเอ็นท์ น้าเราก็มาอวดๆ มันเข้าได้แล้วนะ น้องเรามันก็ดู ภูมิอกภูมิใจที่เข้าได้ เราก็ไม่ได้อะไร
ผ่านมา 2-3 ปี มีงานกินข้าวกับญาติๆกินข้าวอยู่ดีๆ มันก็น้ำตาแตก ออกมากลางโต๊ะอาหารอะค่ะ บอกว่า มันเรียนไม่ไหวแล้ว คณะนี้ มันทรมาน มันรู้ตัวตั้งแต่ปี 2 แล้ว แต่ไม่ได้บอกใคร กลัวแม่ว่า มันเคยแอบ ไปเอ็นใหม่แล้ว แต่ไม่ติด เลยทนๆเรียนมาเรื่อยๆ ยิ่งเรียน ยิ่งทรมาน คิดว่าจบไป ทำงานด้านนี้ไม่ได้แน่ๆ ตอนนี้มันเพิ่งรู้ตัว ว่ามันไม่ชอบจริงๆ ไม่ใช่แค่ท้อแท้ ที่โดนอาจารย์ด่า (คืออาจารย์ภาค Interior จะด่าน้อยกว่าไอดีหน่อยนึงอะค่ะ ^^; ) แต่มันไม่ได้ชอบทำอะไรทำนองนี้เลย จริงๆมันอยากเรียนเต้นมากกว่า แต่แม่มันเห็นว่า เรียนเต้นกินรำกิน จะไปทำงานอะไรได้ (ฟังแล้วแอบหงุดหงิด ถ้าเป็นสมัยก่อนโน๊นน เค้าก็คงคิดว่า คนเรียน Art เป็นศิลปินไส้แห้ง จะไปทำอะไรกินได้ เหมือนกันละมั้งคะ) น้องเราตอนนี้ มันก็เลย ไปลงเรียนบริหาร ที่มหาวิทยาลัยเอกชน แห่งหนึ่ง (ไหนว่าชอบเต้นไง) มันก็เป็นทางออก ที่ผู้ใหญ่คิดให้ แบบง่ายๆอะค่ะ ว่าอะ ไม่รู้จะเรียนอะไรใช่มั๊ย (ไม่ใช่ไม่รู้ซักหน่อย อยากเรียนเต้น แต่แม่ไม่ยอม) งั้นไปลงเรียนบริหารละกัน ="= เราแอบคิดในใจอีก ว่ามันจะรอดมั๊ย เรียนควบคู่ไปกับ การเรียนถาปัตย์เนี่ยนะ ปีที่ทำ Thesis ต้องตายแหงๆ คิดแล้วก็เป็นห่วงมัน ได้แต่หวังว่า มันจะไฟต์ เอาชีวิตมันคืนมาจากแม่ให้ได้ แล้วก็ชัดเจนลงไป ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่
ดังนั้น น้องๆทั้งหลายคะ ระหว่างเรียนไปเนี่ย ก็ต้องหมั่น พิจารณาตัวเองควบคู่กันไปด้วยนะคะ ว่าสิ่งที่เรียน และสิ่งที่ทำอยู่เนี่ย เรารักและชอบมันมากพอ ที่จะทำมันไปตลอดได้มั๊ย ถ้าได้ ก็ขอให้สู้มันจนถึงที่สุดค่ะ จะมีท้อแท้บ้าง ล้มบ้าง โดนด่าบ้าง ก็สู้ต่อไป ทำอะไรให้เต็มที่ ในแบบที่ มองย้อนกลับมาแล้ว เราจะไม่เสียใจภายหลัง แต่ถ้าคิดพิจารณา อย่างถ้วนถี่แล้ว ว่ามันไม่ใช่กรู ก็ขอให้พิจารณาต่อค่ะ ว่าเราเหมาะกับอะไรจริงๆ บางที การที่จะเรียนรู้ได้ ว่าเราเหมาะกับอะไร เราต้องเป็นคนเห็นมากทำมากค่ะ คือมีความรู้รอบตัว ว่าใครเค้าทำอะไร เพื่อนเรียนอะไร ยังงัย เป็นแบบไหน ทดลองทำโน่นทำนี่ กว่าคนเราจะหาทาง ให้กับชีวิตจนเจอเนี่ย มันใช้เวลาค่ะ ไอ้การเลือกอะไรบางอย่าง ด้วยความคิดว่า เท่ห์จัง มันจะนำมาซึ่งความทรมาน และความ...ที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ชิบ-ไป้ (ภาษาไทย แปลว่า ฉิบหาย ^^; ) ในอนาคตนะคะ โอเค ถึงจะทู่ซี๊ จนเรียนจบมาได้ แต่ถามว่า รุ่งมั๊ย เทียบกับเพื่อนๆ หรือคนอื่นๆ ที่เค้าเลือกถูกทางเนีย ไหวมั๊ย เอนท์ให้ติดว่ายาก เรียนให้จบยิ่งยากกว่า แต่ชีวิตการทำงาน มันเป็นอะไรที่สุดๆไปเลยค่ะ ถ้าเรารู้จักตนเอง เข้าใจตนเอง เราจะเลือกทาง ได้เหมาะสมกับเรามากขึ้น ถ้าเจอทางที่ใช่แล้ว ไม่เฉพาะน้องที่เรียนถาปัตย์นะคะ ไม่ว่าจะเรียนอะไรอยู่ ถ้าวันนึงค้นพบตัวเองขึ้นมา ว่างทางนี้ใช่ เราอยากแนะนำ ให้ค้นคว้าหาความรู้ ขวนขวายใส่ตัวเองให้สุดๆไปเลยค่ะ ปริญญาสายตรงใบนึง มันไม่มีค่า เท่ากับความรู้ ที่อยู่ในหัวเราค่ะ บางคนมีปริญญาตรงสาย แต่ไม่มีความรู้เลย ก็มีเยอะแยะ
อาจารย์ของเรา เคยพูดไว้คำนึงน่าคิด ว่าคนเรา ควรให้เกียรติสายอาชีพของตัวเอง จะทำอะไรก็ต้องทำ อย่างมีความรู้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่ได้มา ด้วยการขวนขวายด้วยตัวเอง หรือได้มาจากการเรียนในคณะ หรือที่ไหนๆก็ตาม ในโลกของการทำงาน มีคนที่คิดว่า งานอาชีพของคนอื่น เป็นเรื่องที่ "เชอะ ไม่เห็นจะยากเลย ชั้นก็ทำได้" มากมาย เช่น บอสใหญ่บริษัทเกมแห่งหนึ่ง ที่จบการตลาดมา แล้วคิดว่า ตัวเองเก่งกว่า Game Designer ชาวญี่ปุ่น ที่เป็นคนออกแบบ minna no golf ถึงขั้นไล่เค้าออก เพราะความเห็นของเค้า ขัดกับที่ตัวเองคิด (อิอิ ยกตัวอย่างได้แบบ ถ้าเค้ามาเห็นละก็ เราซวย ดีนะ ที่มันอ่านภาษาไทยไม่อออก) หรือ แม่บ้าน ที่คิดว่า ออกแบบบ้าน 3 ชั้น ชั้นออกแบบเองก็ได้ จ้างสถาปนิกทำไม หรือ แม้แต่คนจบถาปัตย์เอง ที่คิดว่า ผมอยากทำหนังคับพี่ คือทำอะ ก็ทำได้แหละ แต่เกมจะเจ๊ง บ้านจะถล่ม หรือหนังจะห่วย อันนี้มันอยู่ที่ ความรู้ของผู้ที่ทำมันทั้งสิ้น
ไอ่ผมอยากทำหนังคับพี่เนี่ย มันคือเพื่อนเราเลยล่ะ ขอแอบนำมานินทา เป็นอุทาหรณ์สอนใจเด็กๆ คือ เพื่อนเรา มันจบถาปัตย์มาอะค่ะ แล้วมันก็ไม่ชอบและ มันว่าทำหนังเท่ห์ดี อยากเป็นผู้กำกับ มันก็มาคุยกับเรา อยากให้เราหา connection เข้าวงการให้มัน = = ตอนจบมาใหม่ๆ ช่วงที่เราหลงทาง เราเคยหลง ไปช่วยงานคณะละครเร่ ของครูช่าง ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง อยู่พักใหญ่ๆค่ะ เรียนแอคติ้ง เรียนเขียนบท เรียนกำกับ กับครูช่างแกมา จนเราพอได้วิชามาบ้าง แต่มันไม่ค่อยใช่ทางเราอะค่ะ เราก็เลยไม่ได้สานต่อ พี่ๆในคณะละครที่เรารู้จัก ตอนนี้ก็โด่งดัง เข้าวงการไปกันหมดแล้วค่ะ ถ้าใครดู AF คงเคยเห็นพี่ๆ ที่มาสอนแอคติ้งทั้งหลายอะค่ะ ลูกศิษย์ครูกันทั้งนั้น พี่พวกนั้น เก่งกันโคดๆๆๆๆๆๆ ถ้าพี่ๆเหล่านั้น ผันตัวมา เป็นผู้กำกับเข้าซักวันนึง เราจะไม่แปลกใจเลย เพราะเค้ามีพรแสวง ที่ได้มาจาก การทนยากลำบาก ทำละครเร่ กับครูมาเป็นปีๆ แล้วหันไปดูไอ่เพื่อนของเรา ก็อดเป็นห่วงมันไม่ได้นิดหน่อย คือ ถ้าคิดว่าเราชอบอะไร เราก็ต้องทุ่มตัวลงไป อย่างเต็มที่ เรียนรู้กับมันใช่มั๊ยละคะ ถ้าถามเราในตอนนี้ เราคิดว่า เพื่อนเราคนนี้ มันก็คงไม่ได้เป็นผู้กำกับหรอกค่ะ ถ้ามันไม่ขวนขวาย หาความรู้ใส่ตัวเองให้มากกว่านี้
ฟู่~ พล่ามมาซะยาว ยังกะคนแก่ เอิ๊กๆ (จริงๆก็เริ่มแก่แล้วมั้งคะ ทำงานมาได้ซักพักแล้ว) เราเห็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ ทั้งรุ่นน้องๆ พลาดมามากค่ะ มีโอกาส ก็เลยอยากจะฝากไว้เป็นข้อคิด ชีวิตหลังการเอนท์ติด มันยังอีกยาวมากๆ บางคนที่เอนท์ไม่ติิดตอนนี้ แต่ขยันขันแข็ง หาความรู้ ที่เหมาะกับตัวเอง ในท้ายที่สุดแล้ว ก็อาจจะรุ่งกว่า คนที่จบมาแล้วก็ได้ค่ะ สิ่งสำคัญ คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ ปริญญามันเอาไว้เป็นใบเบิกทาง สำหรับคนที่ไม่รู้จักเราค่ะ แต่ถ้าได้ลองทำงานด้วยไปซักพักแล้ว รู้จักกันแล้ว มันมองไม่ยากค่ะ ว่าใครทำได้ ใครทำไม่ได้ แต่ก่อนจะทำได้ หรือไม่ได้ สำคัญที่สุด คือเราต้องรู้จักตัวเอง มองตัวเองอย่างเข้าใจ รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง รู้ว่าเราต้องหาความรู้ ทางไหนเพิ่มเติม รู้ว่า เราต้องการอะไร และทำยังงัย ให้ไปถึงจุดที่เราต้องการนั้นๆ จริงๆแล้ว มันเป็นปรัชญา ทางพุทธศาสนาล้วนๆค่ะ
(อิอิ อ่านเพิ่มเติมได้จาก blog ของหลวงพี่เชอร์รี่ หลวงพี่ท่านนี้ ก็ผ่านการพิจารณาตัวเองมามากค่ะ ท่านเริ่มจากเรียนวิศวะจุฬาฯ แล้วไม่ใช่ มาเอนท์ติดถาปัตย์จุฬาฯต่อ เรียนได้ 3 ปี ท่านก็กลับไปจบ วิศวะจุฬาฯตามเดิม ทำงานได้ซักพัก ท่านจึงพิจารณาได้ว่า การบวชและการศึกษาธรรมมะ เป็นทางที่ถูกต้อง สำหรับท่านค่ะ ขออนุโมทนา ^^; )
สู้ๆเค้านะคะน้องๆทั้งหลาย ขอให้สนุกกับชีวิตที่กำลังจะตามมาเน่อ ดูและสุขภาพให้ดี เตรียมลุยกันด้วยนะ แล้วอย่าลืมนะคะ ถ้าเจอของที่ชอบแล้ว ลุยหาความรู้มันให้สุดๆไปเลยจ้าา~

#1 By นานาาา on 2008-05-06 05:04