016: [Blythe] แมวและแมว

posted on 13 May 2008 03:53 by rinnathecat  in Dolls

ไม่มีไรค่ะ เอารูปมาแปะล้วนๆ ยังเห่อตุ๊กตาที่ทำใหม่อยู่เลย ><~

หลับตาพริ้้ม (อิมี่ ตัวข้างหลัง ดูไม่ค่อยพอใจ แบบว่า เอาอะไรมาวางใกล้ๆชั้นยะ สีแสล๊นแสลน)

ส่วนออสก้า เวลาหลับ ไม่สนใจโลกอยู่แล้ว เมิน~

แปะ!

 

015: [Blythe] RinnaTheCat : Basic Customization

posted on 11 May 2008 20:10 by rinnathecat  in Dolls

ขออภัยในความไม่สะดวก ถ้า Entry นี้ จะมีศัพท์เทคนิคมากมาย แต่จะพยายามอธิบายไว้ ให้อ่านกันง่ายๆนะคะ

^^ ทำไบลธ์ตัวใหม่มาอวดค่ะ ตื่นเต้น ตัวนี้ทำหลังจากมีเวลา หายใจหายคอ เมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา สาวน้อยคนใหม่นี้ เราตั้งใจทำให้เป็น Avatar ของตัวเองอะค่ะ เป็น concept เดียวกับ RinnaTheCat ในภาพ illustration และ painting อื่นๆของเรา จริงๆแล้ว ก็อยากได้ไบลธ์ ผมสีชมพูมานานแล้วค่ะ ปีที่แล้วกลับจากญี่ปุ่น วันที่ 5 (เงินหมด) แล้วเค้ามีให้ไปเข้าคิวจองซื้อ Peach (* Prima Dolly Peach ไบลธ์ผมสีชมพูรุ่นหายาก ที่ตอนผลิตออกมาราคา 2000+ แต่คนเอาไปซื้อขายกันต่อ จนราคาอัพเป็นหมื่นๆ) ในวันที่ 7 เจ็บใจ T_T ไม่ง๊อ ทำเองก็ได้ งุงิ

ตัวนี้กะว่า จะเป็นไบลธ์พกพาส่วนตัวของเรา สำหรับพาไปถ่ายรูปตามที่ต่างๆด้วย จริงตัวที่ทำมาก่อนหน้านี้ ก็มีนะคะ แต่มันเป็นโมแฮร์ (*มันคือผมที่เป็นเส้นใยขนสัตว์ ซึ่ง บอบบางมากๆ ถ้าเรากดอัดบี้มัน มันจะติด เป็นก้อนๆ เป็นปึกๆ หมดสภาพไปทันทีทันใด) ขืนพกไปไหนต่อไหนด้วย กลับบ้านมา หัวคงเละไปหมด

RinnaTheCat ตัวนี้เรา Root (*ก็คือการ เลาะหนังหัวออกมา เย็บผมให้ตุ๊กตาอะค่ะ) ผมแบบ Wefted Saran Hair (* ผมแบบ เส้นใยสังเคราะห์ เหยียดตรงแน๋ว ที่เค้าเย็บมา เป็นแผงๆแล้ว) ใช้ผมหลายสีผสมกันค่ะ โดยใช้สีหลักเป็นสีชมพู ตอนที่รูทเสร็จออกมาใหม่ๆ มันจะผมตรง แล้วเราก็เอาไปดัดต่อ จนมันหยักศก อย่างที่เห็นละค่ะ

อวดรูปกันก่อนนะคะ *-* ช่วงหลังๆมานี้ เราติดนิสัย เขียนอะไรทีละยาวๆ กลัวจะเบื่อกันน่ะค่ะ ^^; ดูรูปก่อนละกัน จะได้เบาๆ แหะๆ แต่ถ้าใครสนใจวิธีคัสตอมแบบง่ายๆ เราเขียนต่อไว้ข้างล่างนะคะ

เสื้อผ้าในรูป ซื้อมาค่ะ จาก Sugar Mag ไม่ได้เย็บเองแต่อย่างใด แต่มือแมวน่ะ ถักเองกะมือเลยค่ะ *-* จริงๆต้องถักหูด้วย แต่หมดพลัง พอตุ๊กตาเสร็จ ก็นั่งจ้องมันทั้งวัน แล้วก็อยากถ่ายรูปขึ้นมาซะงั้น แหะๆ ไว้มีเวลาจะถักเพิ่มค่ะ ตุ๊กตาแมวที่หน้าตาคุ้นๆข้างๆ เป็นตัวประกอบ จากการ์ตูนของ Ghibli จำกันได้มะคะ ว่าเรื่องไหน อิอิ

อันนี้ตาตรง สีน้ำตาล ไล่สี

ตาสีเหลือง *-* จะได้ดูเป็นแมวยิ่งขึ้น

ถ่ายกับเพื่อนๆแมวทั้งหลาย *-*

ถ้าดูให้ดี ตาเป็นเหมือนตาแมวด้วยน๊าาา~*

------------------------------------------------------------------------------

เอาล่ะ มาคัสตอมกันดีกว่าค่ะ

การเย็บผมอย่างง่าย Wefted Saran Hair Rooting

อุปกรณ์ที่ต้องมี ก็คือ

1. Sculp ชิ้นหนังหัวของมันค่ะ หน้าตาแบบนี้ ซื้อได้จากคูลแคทค่ะ


2. ผมที่จะรูท

ผมแบบ Wefted Saran Hair ที่ซื้อมาจาก Cool Cat จริงๆแล้วซื้อจาก PUPAPA จะได้ผมที่ยาวกว่า ราคาถูกกว่าค่ะ แต่พอดี มันไม่มีสีที่เราต้องการ รอบนี้เลยซื้อจากคูลแคท ใช้ประมาณ 1แพคครึ่ง - 2 แพค แล้วแต่ว่าอยากให้ผมหนาบาง มากน้อยแค่ไหน

3. สีอคริลิค สีเดียวกับผมส่วนใหญ่ที่จะใช้ เราจะเอา Sculp มาทาสีค่ะ เช่นเราจะเย็บผมสีชมพูเป็นหลัก ก็เอาสี อคริลิคสีชมพู เพ้น sculp ให้ทั่ว

4. เข็ม กะ ด้ายที่สีเข้ากับผม

 

วิธีเย็บ ก็ง่ายๆค่ะ เราเย็บวนๆเป็นก้นหอย(มรณะ) รอบชิ้นกะโหลกของมันมาเรื่อยๆ จากล่างสุด จนเหลือรูโหว่เล็กๆตรงกลาง เสร็จแล้ว เราก็เอาอะไรก็ได้ เจาะชิ้น Sculp ให้เป็นรู ตรงส่วนที่เหลืออยู่อะค่ะ จะวนซ้ายวนขวา แล้วแต่ความถนัดจ้ะ

 


นี่งัย เหลือที่ไว้ให้เจาะรูนิดนึง

 

เนี่ยอะค่ะ เจาะรูลงไปโลด จากนั้น เราก็เอาผมที่เหลืออยู่ ยาวประมาณ 5 cm มาพันๆ ให้เป็นแท่งกลมๆ ดังภาพ ที่พันๆเนี่ย เราเตรียม จะยัดมันลงรู ที่เราเจาะไว้อะค่ะ ขนาดอาจจะปรับเปลี่ยนได้ ตามแต่ขนาดรูที่เราเจาะนะคะ

 

ได้แล้ว ก็ยัดเลยจ้ะ

 

รูปนี้ เหมือนดอกไม้ทะเลมาก เอิ๊กๆ ^^; พอยัดผมเข้าไปตรงกลางแล้ว ก็ดึงๆ จัดแต่งให้สวยงามค่ะ แล้วก็เอากาวตรงช้าง หยอดมันเข้าไปเลย ระวังกาวจะไหลย้อน ออกนอกรู ไปถึงผมข้างนอกนะคะ หยอดแต่พองามอะจ้ะ ให้ปอยนี้ มันติดอยู่กับ Sculp เวลาดึงผมจะได้ไม่หลุดตามออกมา

รูปนี้ จะเห็นความถี่ ที่เราเย็บผมไว้นะคะ ว่าหลายรอบอยู่ แต่จริงๆ เราพลาดไปหน่อย คือเย็บถี่เกินไป ทำให้เราใช้ผมไปเยอะเกิน จริงๆประมาณแพคครึ่ง กะลังสวย เพราะจะจัดแต่งทรงได้ง่ายกว่า แต่นี่เราพลาด เย็บไปจนใช้ 2 แพคครึ่ง ตอนมาัจัดแต่งทรง ค่อนข้างต้องแก้ปัญหาเยอะเหมือนกันค่ะ

 

ขั้นนี้ เรากลับผมออกมาปั๊บ ก็จะได้ผมที่รูทแล้ว ทรงน้ำพุโด่เด่ ตอนนี้ ก็ให้เอาผ้าขนหนูชุบน้ำ ให้หมาดค่ะ อย่าแห้งเกินไปนะคะ เปียกพอประมาณ เอาผ้าดังกล่าวมา คลุมหัวมันลงไปเลยค่ะ เสร็จแล้ว เราก็ใ้ช้ เตารีด!! ปรับไฟ สำหรับรีดผ้าไนล่อนนะคะ อย่าให้ร้อนเกิน เอาเตารีด นาบลงไป บนผ้าขนหนูที่คลุมผมไว้ค่ะ มันจะมีไอน้ำ ฟู่ๆขึ้นมานิดนึง อย่ารีดจนผ้าแห้งนะคะ รีดนิดๆหน่อยพอ แล้วลองเปิดผ้ามาดู ว่าผมมันลู่ เรียบเป็นทรง แล้วรึยัง

สุดท้ายแล้ว มันควรจะออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ

 

 

ไม่ยากใช่มั๊ยคะ ^^; ไว้ว่างๆ เราจะมาอธิบายวิธีการชำแหละ ตัวตุ๊กตาอย่างง่ายนะคะ ถ่ายรูปเตรียมไว้แล้วล่ะ อิิอิ

ตบท้ายด้วยรูปน้อง RinnaTheCat อีกที *-* ยังปลื้มไม่หาย ><~

 

โว้ววว....

 

นี่เป็นฤดุเ้ข้่ามหาลัยของเด็กๆกันแล้วสินะ *-* ขอแสดงความยินดี กับน้องๆ(หลานๆ) ทุกๆคนด้วยนะคะ สำหรับคนที่พลาดไป ก็อย่าคิดมากไปนะคะ ความผิดหวัง มันจะเป็นกำลังใจ ให้เราก้าวขึ้นมาใหม่ และเติบโตขึ้นอย่างสวยงามค่ะ คนที่ไม่เคยแพ้ คือคนที่ไม่ชนะอย่างแท้จริงค่ะ อย่าท้อ สู้ต่อไปเน่อ

 

สำหรับคนที่เอนท์ติดปีนี้ อย่ามัวแต่ฉลองกันจนเปิดเทอมนะคะ เพราะเรื่องที่สยองยิ่งกว่า การเอนท์เข้าไป กำลังจะเริ่มขึ้น อันนี้ขอเล่า จากประสบการณ์ตรงเลยนะคะ ว่าชีวิตในมหาลัย มันโหดมาก ยิ่งถ้าเข้า ถาปัตย์ด้วยแล้ว.... อยากจะเล่าตรงนี้ให้ทุกๆคนฟัง เผื่อจะได้เตรียมตัว เตรียมใจ และทำความเข้าใจ กับตัวเราเอง และชีวิต ที่กำลังจะตามมาหลังจากนี้

 

คือเริ่มมาจากว่า บ้านเรา คุณตาท่านเป็นเด็กถาปัตย์ รุ่นบุกเบิกเลยค่ะ รุ่นแรกๆเลย ทางครอบครัวเรา ก็จะภูมิอกภูมิใจนักหนา ออกนอกหน้า เวลาที่มีรุ่นหลานๆ้เข้าคณะนี้ได้ เราเอง ก็แอบแอนตี้ทางบ้านหน่อยๆ ก่อนหน้ารุ่นเรา พี่ชาย (ลูกพี่ลูกน้อง) เราคนนึง ก็เข้าไอดีจุฬาได้ ทางบ้านก็เห่อแล้วเห่ออีก หมั่นไส้มัน = = ตอนแรก เราว่าจะไปเรียนหมอประชดซะเลย แต่พิจารณาด้วยสติแล้ว เห็นว่า มันไม่เหมาะกับเรา ในที่สุด เราก็ จับพลัดจับผลู มาเข้าคณะเดียวกะมันอีกคนจนได้ = = รุ่นพี่บางคน ก็เตือน เหมือนกับที่เรากะลังเตือน รุ่นน้องๆนี่ล่ะค่ะ ว่าคณะนี้ ฟังดูแล้วมันเท่ แต่จบมา แล้วก็จนเหมือนกันหมด งานก็หนัก ถ้าใจไม่รักจริงๆ มันจะไม่มีความสุข บางคน ถึงขั้นทรมาน และสติแตกกันเลยทีเดียว (สติแตกจริงๆนะคะ ไม่ได้พูดเล่น)

 

5 ปีผ่านไป เราก็เรียนจบมาได้อย่างดีค่ะ แต่กว่าจะจบ เราก็เจ็บช้ำน้ำตานอง โดนอาจารยว่าแรงๆ เช่นว่า "ยามหน้าคณะ ยังคิดได้ดีกว่าเธอเลย หรือ Design นี้มันเป็น Design โบราณ มีมาตั้งเป็นหมื่นๆปีแล้ว สมองเธอนี่ ไม่พัฒนาไปจาก คนเมื่อหมื่นปีที่แล้วเลยใช่มั๊ย บลาๆๆๆ" มาแล้ว เป็นเรื่องปกติค่ะ ตอนเป็นเด็ก เราไม่เข้าใจ ว่าทำไมอาจารย์ ถึงต้องว่าแรงขนาดนี้ พอจบมา ก็พอเข้าใจนิดหน่อย ว่าเค้าไม่อยากให้เด็กๆเหลิงเกินเหตุ คือคนในคณะ ที่มีพรสวรรค์ก็มากค่ะ บางคนมันเก่ง ก็เก่งจริงๆนะ แต่ความภูมิใจในตัวเอง จนกลายเป็น ความหยิ่งทะนง มันเป็นอุปสรรค ต่อการศึกษาอะค่ะ บางคนมัน EGO หนา อาจารย์ท่านก็ต้องด่าๆ ขุดๆออกไปบ้าง ซึ่งตรงนี้ มันก็กลายเป็นดาบ 2 คม คือบางคน ที่เก่งแล้วอีโก้แรงๆ มันก็เปิดใจมากขึ้น อีโก้ลดลง ไอ่บางคน ที่ไม่ค่อยเซลฟ์ มันก็กลายเป็นหงอ ถึงขั้นไม่อยากเรียนแล้ว ก็มี เราเองตอนจบมาใหม่ๆ เราคิดเลยค่ะ ว่าเรามันโง่ เป็น Designer ที่ดีกับคนอื่นเค้าไม่ได้หรอก เรากะว่า เราจะไปเรียนดนตรีแน่ๆ เคยคิดถึงขั้นที่ว่า จะไปเรียน ปริญญาตรีใหม่เลยด้วยซ้ำ

 

การเรียนในคณะถาปัตย์ มันไม่ง่ายค่ะ มันทรมาน ไม่เคยมีใครซักคน ที่จบมาด้วยความู้สึกว่า เรียนสบายจัง ว่างจัง เข้าไปปี 1 แล้ว เจอกันอีกที ปี 5 ตอนเรียนจบนั่นล่ะค่ะ ระหว่างเรียน ต้องขวนขวาย หาความรู้อยู่ตลอด ฝึกฝนฝีมืออยู่ตลอด การจะเป็นนักออกแบบที่ดี ไม่ว่าจะออกแบบอะไรก็แล้วแต่ ต้องเป็นคนกว้าง ช่างสังเกตุ ใฝ่รู้ ใส่ใจในรายละเอียดและขยันค่ะ ไม่ใช่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ตราบใดที่ยังคงทำงานทางนี้อยู่ มันก็ต้อง ทำต่อไปค่ะ

 

ระหว่างทางที่เราเรียนมา กว่าจะจบ เราเห็นทุกปี ที่จะมีคนที่ เรียนไม่ไหว จนต้องของดรอป บางคนถึงขั้น ต้องไปพบจิตแพทย์ เพราะความเครียดพุ่ง บางคนดรอปไว้ แล้วไปทำอย่างอื่น จนในที่สุด ก็เรียนไม่จบ บางคนเรียนมา ได้กลางทาง 3 ปีแล้ว รู้สึกว่า ไม่ใช่ ลาออกไปเอ็นใหม่ ก็มีเยอะมากๆ เราไม่ได้ขู่นะ แต่เราว่า วิชาชีพแทบจะทุกอย่าง ถ้าไม่มีใจรักในด้านนั้นๆแล้ว มันจะทรมานมากอะค่ะ เวลามีอุปสรรค ปัญหาเข้ามาแล้ว เราจะเอาชนะมันได้ยาก เราเอง ต้องนับว่า โชคดี ที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร อยากจะมุ่งไปในทางไหน มาแต่เนิ่นๆ ถึงตอนจบใหม่ๆ จะหลงทางไปบ้าง เห็นงานออกแบบ แล้วมัน คลื่นหืนวิงเวียนไม่ทราบสาเหตุ แต่พอได้ลองทำโน่นทำนี่ เราก็รู้ตัวแล้วว่า เลือกไม่ผิด จบมาหลายปีแล้ว ยังฝันร้ายอยู่เลย ว่า อาจารย์โทรมาบอก ว่า รินนา เธอทำงานชิ้นนี้ไม่ผ่านนะ ให้กลับไปเรียนใหม่ ชั้นไม่ยอมให้ปริญญาเธอ กว่าเราจะทำงาน จนได้ความมั่นใจคืนมา มันก็ใช้เวลาพอสมควรเลยล่ะค่ะ นี่ขนาด เราเป็นคนที่ เลือกทางได้ถูกต้องแล้ว คือพอเรามองย้อนกลับมา เราก็รู้แล้วว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว แล้วลองคิดสภาพ สำหรับคนที่ไม่แน่ใจ ว่าตัวเองจะชอบ หรือถนัดทางนี้ละป่าวดูดิคะ

 

ยกตัวอย่างง่ายๆ น้องลูกพี่ลูกน้องเราอีกคน คือ นึกสภาพครอบครัวเรานะคะ ลูกลุง ลูกป้า ลูกแม่ (เรานั่นเอง) อย่างน้อย 1 คน เข้าไอดีจุฬาฯกันหมด (เข้าด้วยความชอบนะคะ ก็โตมาคล้ายๆกันอ่ะ = = มันก็เลย มาทางนี้กันหมด) จนมาถึงลูกพี่ลูกน้องคนนี้ ซึ่งเป็นลูกน้า แน่นอนว่าน้าเรา ก็คาดหวังไว้มากค่ะ ว่าน้องคนนี้ จะต้องเข้าคณะนี้ด้วยแหงๆ เราเอง ก็เตือนๆแล้วตั้งแต่ตอนจะเลือก ว่าอย่าเลย ไม่เหมาะ แต่ยิ่งไปพูด ก็ยิ่งโดนน้า หาว่าอิจฉาน้อง (จะอิจฉาทำไม = = สงสัยกลัวเราจะสวยกว่า โฮะๆๆๆๆๆ ) น้องคนนี้ เธอเป็นสาวสวยค่ะ คุณน้าเรา ก็มาดมั่นว่า โอ้ ถ้าจบมา เป็น Interior สาว จะต้องเท่แน่ๆ (คือน้าเรา เค้าเลี้ยงลูก เหมือนเล่นเกม Princess Maker อะค่ะ เค้าจะอยากให้ลูก "ดูดี" แต่อาจจะไม่ได้ทำความเข้าใจ ให้ถ่องแท้ ว่าวิชาชีพนี้ มันเป็นยังงัย = = และขอโทษ งาน Interior นี่ หนักโคตรๆ รายละเอียดจุกจิกมาก อิเก๋เพื่อนเรา มันทำอยู่ เราก็เห็นอะค่ะ ว่างานมันคืออะไร ไอ่ที่ว่า ไปนั่งทำตัวสวยไปสวยมา ไม่มีทาง งานลุยโคดๆ ติดต่อฟาดฟัน คุมงานกับผู้รับเหมา แทบจะตลอดเวลา เหนื่อยมากๆอะค่ะ) ประกอบกับน้องเราคนนี้ มันก็ยังเป็นเด็กอยู่มั้ง แล้วก็ อาจจะยังไม่ได้สำรวจตัวเอง ว่าชอบอะไร คือยังงงๆกะชีวิตอยู่ แต่ด้วยความเป็นเด็กเรียนดี มันก็เข้าภาค Interior จุฬาฯ ได้ในปีที่ 2 ที่สอบเอ็นท์ น้าเราก็มาอวดๆ มันเข้าได้แล้วนะ น้องเรามันก็ดู ภูมิอกภูมิใจที่เข้าได้ เราก็ไม่ได้อะไร

 

ผ่านมา 2-3 ปี มีงานกินข้าวกับญาติๆกินข้าวอยู่ดีๆ มันก็น้ำตาแตก ออกมากลางโต๊ะอาหารอะค่ะ บอกว่า มันเรียนไม่ไหวแล้ว คณะนี้ มันทรมาน มันรู้ตัวตั้งแต่ปี 2 แล้ว แต่ไม่ได้บอกใคร กลัวแม่ว่า มันเคยแอบ ไปเอ็นใหม่แล้ว แต่ไม่ติด เลยทนๆเรียนมาเรื่อยๆ ยิ่งเรียน ยิ่งทรมาน คิดว่าจบไป ทำงานด้านนี้ไม่ได้แน่ๆ ตอนนี้มันเพิ่งรู้ตัว ว่ามันไม่ชอบจริงๆ ไม่ใช่แค่ท้อแท้ ที่โดนอาจารย์ด่า (คืออาจารย์ภาค Interior จะด่าน้อยกว่าไอดีหน่อยนึงอะค่ะ ^^; ) แต่มันไม่ได้ชอบทำอะไรทำนองนี้เลย จริงๆมันอยากเรียนเต้นมากกว่า แต่แม่มันเห็นว่า เรียนเต้นกินรำกิน จะไปทำงานอะไรได้ (ฟังแล้วแอบหงุดหงิด ถ้าเป็นสมัยก่อนโน๊นน เค้าก็คงคิดว่า คนเรียน Art เป็นศิลปินไส้แห้ง จะไปทำอะไรกินได้ เหมือนกันละมั้งคะ) น้องเราตอนนี้ มันก็เลย ไปลงเรียนบริหาร ที่มหาวิทยาลัยเอกชน แห่งหนึ่ง (ไหนว่าชอบเต้นไง) มันก็เป็นทางออก ที่ผู้ใหญ่คิดให้ แบบง่ายๆอะค่ะ ว่าอะ ไม่รู้จะเรียนอะไรใช่มั๊ย (ไม่ใช่ไม่รู้ซักหน่อย อยากเรียนเต้น แต่แม่ไม่ยอม) งั้นไปลงเรียนบริหารละกัน ="= เราแอบคิดในใจอีก ว่ามันจะรอดมั๊ย เรียนควบคู่ไปกับ การเรียนถาปัตย์เนี่ยนะ ปีที่ทำ Thesis ต้องตายแหงๆ คิดแล้วก็เป็นห่วงมัน ได้แต่หวังว่า มันจะไฟต์ เอาชีวิตมันคืนมาจากแม่ให้ได้ แล้วก็ชัดเจนลงไป ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่

 

ดังนั้น น้องๆทั้งหลายคะ ระหว่างเรียนไปเนี่ย ก็ต้องหมั่น พิจารณาตัวเองควบคู่กันไปด้วยนะคะ ว่าสิ่งที่เรียน และสิ่งที่ทำอยู่เนี่ย เรารักและชอบมันมากพอ ที่จะทำมันไปตลอดได้มั๊ย ถ้าได้ ก็ขอให้สู้มันจนถึงที่สุดค่ะ จะมีท้อแท้บ้าง ล้มบ้าง โดนด่าบ้าง ก็สู้ต่อไป ทำอะไรให้เต็มที่ ในแบบที่ มองย้อนกลับมาแล้ว เราจะไม่เสียใจภายหลัง แต่ถ้าคิดพิจารณา อย่างถ้วนถี่แล้ว ว่ามันไม่ใช่กรู ก็ขอให้พิจารณาต่อค่ะ ว่าเราเหมาะกับอะไรจริงๆ บางที การที่จะเรียนรู้ได้ ว่าเราเหมาะกับอะไร เราต้องเป็นคนเห็นมากทำมากค่ะ คือมีความรู้รอบตัว ว่าใครเค้าทำอะไร เพื่อนเรียนอะไร ยังงัย เป็นแบบไหน ทดลองทำโน่นทำนี่ กว่าคนเราจะหาทาง ให้กับชีวิตจนเจอเนี่ย มันใช้เวลาค่ะ ไอ้การเลือกอะไรบางอย่าง ด้วยความคิดว่า เท่ห์จัง มันจะนำมาซึ่งความทรมาน และความ...ที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ชิบ-ไป้ (ภาษาไทย แปลว่า ฉิบหาย ^^; ) ในอนาคตนะคะ โอเค ถึงจะทู่ซี๊ จนเรียนจบมาได้ แต่ถามว่า รุ่งมั๊ย เทียบกับเพื่อนๆ หรือคนอื่นๆ ที่เค้าเลือกถูกทางเนีย ไหวมั๊ย เอนท์ให้ติดว่ายาก เรียนให้จบยิ่งยากกว่า แต่ชีวิตการทำงาน มันเป็นอะไรที่สุดๆไปเลยค่ะ ถ้าเรารู้จักตนเอง เข้าใจตนเอง เราจะเลือกทาง ได้เหมาะสมกับเรามากขึ้น ถ้าเจอทางที่ใช่แล้ว ไม่เฉพาะน้องที่เรียนถาปัตย์นะคะ ไม่ว่าจะเรียนอะไรอยู่ ถ้าวันนึงค้นพบตัวเองขึ้นมา ว่างทางนี้ใช่ เราอยากแนะนำ ให้ค้นคว้าหาความรู้ ขวนขวายใส่ตัวเองให้สุดๆไปเลยค่ะ ปริญญาสายตรงใบนึง มันไม่มีค่า เท่ากับความรู้ ที่อยู่ในหัวเราค่ะ บางคนมีปริญญาตรงสาย แต่ไม่มีความรู้เลย ก็มีเยอะแยะ

 

อาจารย์ของเรา เคยพูดไว้คำนึงน่าคิด ว่าคนเรา ควรให้เกียรติสายอาชีพของตัวเอง จะทำอะไรก็ต้องทำ อย่างมีความรู้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่ได้มา ด้วยการขวนขวายด้วยตัวเอง หรือได้มาจากการเรียนในคณะ หรือที่ไหนๆก็ตาม ในโลกของการทำงาน มีคนที่คิดว่า งานอาชีพของคนอื่น เป็นเรื่องที่ "เชอะ ไม่เห็นจะยากเลย ชั้นก็ทำได้" มากมาย เช่น บอสใหญ่บริษัทเกมแห่งหนึ่ง ที่จบการตลาดมา แล้วคิดว่า ตัวเองเก่งกว่า Game Designer ชาวญี่ปุ่น ที่เป็นคนออกแบบ minna no golf ถึงขั้นไล่เค้าออก เพราะความเห็นของเค้า ขัดกับที่ตัวเองคิด (อิอิ ยกตัวอย่างได้แบบ ถ้าเค้ามาเห็นละก็ เราซวย ดีนะ ที่มันอ่านภาษาไทยไม่อออก) หรือ แม่บ้าน ที่คิดว่า ออกแบบบ้าน 3 ชั้น ชั้นออกแบบเองก็ได้ จ้างสถาปนิกทำไม หรือ แม้แต่คนจบถาปัตย์เอง ที่คิดว่า ผมอยากทำหนังคับพี่ คือทำอะ ก็ทำได้แหละ แต่เกมจะเจ๊ง บ้านจะถล่ม หรือหนังจะห่วย อันนี้มันอยู่ที่ ความรู้ของผู้ที่ทำมันทั้งสิ้น

 

ไอ่ผมอยากทำหนังคับพี่เนี่ย มันคือเพื่อนเราเลยล่ะ ขอแอบนำมานินทา เป็นอุทาหรณ์สอนใจเด็กๆ คือ เพื่อนเรา มันจบถาปัตย์มาอะค่ะ แล้วมันก็ไม่ชอบและ มันว่าทำหนังเท่ห์ดี อยากเป็นผู้กำกับ มันก็มาคุยกับเรา อยากให้เราหา connection เข้าวงการให้มัน = = ตอนจบมาใหม่ๆ ช่วงที่เราหลงทาง เราเคยหลง ไปช่วยงานคณะละครเร่ ของครูช่าง ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง อยู่พักใหญ่ๆค่ะ เรียนแอคติ้ง เรียนเขียนบท เรียนกำกับ กับครูช่างแกมา จนเราพอได้วิชามาบ้าง แต่มันไม่ค่อยใช่ทางเราอะค่ะ เราก็เลยไม่ได้สานต่อ พี่ๆในคณะละครที่เรารู้จัก ตอนนี้ก็โด่งดัง เข้าวงการไปกันหมดแล้วค่ะ ถ้าใครดู AF คงเคยเห็นพี่ๆ ที่มาสอนแอคติ้งทั้งหลายอะค่ะ ลูกศิษย์ครูกันทั้งนั้น พี่พวกนั้น เก่งกันโคดๆๆๆๆๆๆ ถ้าพี่ๆเหล่านั้น ผันตัวมา เป็นผู้กำกับเข้าซักวันนึง เราจะไม่แปลกใจเลย เพราะเค้ามีพรแสวง ที่ได้มาจาก การทนยากลำบาก ทำละครเร่ กับครูมาเป็นปีๆ แล้วหันไปดูไอ่เพื่อนของเรา ก็อดเป็นห่วงมันไม่ได้นิดหน่อย คือ ถ้าคิดว่าเราชอบอะไร เราก็ต้องทุ่มตัวลงไป อย่างเต็มที่ เรียนรู้กับมันใช่มั๊ยละคะ ถ้าถามเราในตอนนี้ เราคิดว่า เพื่อนเราคนนี้ มันก็คงไม่ได้เป็นผู้กำกับหรอกค่ะ ถ้ามันไม่ขวนขวาย หาความรู้ใส่ตัวเองให้มากกว่านี้

 

ฟู่~ พล่ามมาซะยาว ยังกะคนแก่ เอิ๊กๆ (จริงๆก็เริ่มแก่แล้วมั้งคะ ทำงานมาได้ซักพักแล้ว) เราเห็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ ทั้งรุ่นน้องๆ พลาดมามากค่ะ มีโอกาส ก็เลยอยากจะฝากไว้เป็นข้อคิด ชีวิตหลังการเอนท์ติด มันยังอีกยาวมากๆ บางคนที่เอนท์ไม่ติิดตอนนี้ แต่ขยันขันแข็ง หาความรู้ ที่เหมาะกับตัวเอง ในท้ายที่สุดแล้ว ก็อาจจะรุ่งกว่า คนที่จบมาแล้วก็ได้ค่ะ สิ่งสำคัญ คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ ปริญญามันเอาไว้เป็นใบเบิกทาง สำหรับคนที่ไม่รู้จักเราค่ะ แต่ถ้าได้ลองทำงานด้วยไปซักพักแล้ว รู้จักกันแล้ว มันมองไม่ยากค่ะ ว่าใครทำได้ ใครทำไม่ได้ แต่ก่อนจะทำได้ หรือไม่ได้ สำคัญที่สุด คือเราต้องรู้จักตัวเอง มองตัวเองอย่างเข้าใจ รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง รู้ว่าเราต้องหาความรู้ ทางไหนเพิ่มเติม รู้ว่า เราต้องการอะไร และทำยังงัย ให้ไปถึงจุดที่เราต้องการนั้นๆ จริงๆแล้ว มันเป็นปรัชญา ทางพุทธศาสนาล้วนๆค่ะ

 

(อิอิ อ่านเพิ่มเติมได้จาก blog ของหลวงพี่เชอร์รี่ หลวงพี่ท่านนี้ ก็ผ่านการพิจารณาตัวเองมามากค่ะ ท่านเริ่มจากเรียนวิศวะจุฬาฯ แล้วไม่ใช่ มาเอนท์ติดถาปัตย์จุฬาฯต่อ เรียนได้ 3 ปี ท่านก็กลับไปจบ วิศวะจุฬาฯตามเดิม ทำงานได้ซักพัก ท่านจึงพิจารณาได้ว่า การบวชและการศึกษาธรรมมะ เป็นทางที่ถูกต้อง สำหรับท่านค่ะ ขออนุโมทนา ^^; )

 

สู้ๆเค้านะคะน้องๆทั้งหลาย ขอให้สนุกกับชีวิตที่กำลังจะตามมาเน่อ ดูและสุขภาพให้ดี เตรียมลุยกันด้วยนะ แล้วอย่าลืมนะคะ ถ้าเจอของที่ชอบแล้ว ลุยหาความรู้มันให้สุดๆไปเลยจ้าา~

*-*

ขอบคุณทุกๆกำลังใจที่ส่งเข้ามานะคะ บล๊อกของเราได้ติดหน้าแรกกะเค้าด้วย ดีใจจังเลยค่ะ เป็นครั้งแรกของหนูเลยค่ะ อ๊างงง~~~ ดีใจจัง T_T

สำหรับใครที่ยังไม่เคยหลงเข้ามาในมุมมืดของเรานะคะ แหะๆ คือว่า ตอนนี้ทีมของเราไปประกวดออกแบบ ตุ๊กตาที่ญี่ปุ่นในงาน Blythe Beauty Contest 2008 แล้วได้เข้ารอบ 2 รุ่นซ้อนค่ะ เพิ่งประกาศผลเมื่อวานนี้เอง ><

อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับการประกวด และดูภาพตุ๊กตารุ่นแรก รุ่น Natural Beauty ของเราเพิ่มเติม ได้จากเอนทรี่ที่แล้วนะคะ จิ้มที่นี่เลยค่ะ *-*

ลิ้งของการประกวดค่ะ คลิกที่นี่

ลิ้งประกาศผล รอบ 8 ทีมสุดท้าย คลิกที่นี่ ผลงานของคนอื่นก็สวยกันมากเลยค่ะ ของเรายังดูด้อยไปซักหน่อยด้วยซ้ำละ *-*

ลิ้งของงานแข่งขันรอบสุดท้ายค่ะ คลิกที่นี่

Duchess Dolce & Darjeeling Darling (ชื่อยาวหน่อยนะคะ หุหุ)

2ตัวนี้ เป็นเซทที่เราทำประกวดในรุ่น Petite Beauty นั่นเองค่ะ คือการใช้ตุ๊กตาไบลธ์เล็ก (Petite Blythe) มาคัสตอม สร้างคอนเซ็ป สร้างบ้าน สร้างฉาก ให้มันเข้ากับคอนเซ็ปน่ะคะ *-* โดยข้อกำหนดของทาง กองประกวดนางงามก็คือว่า

1. ห้ามผ่า เฉาะ เจาะ ชำแหละ ตัวตุ๊กตาใดๆทั้งสิ้น เหมือนกับการประกวดในรุ่น Natural Beauty ที่เราได้อธิบายไป ในเอนทรี่ที่แล้วนะคะ

2. Concept ที่นำมาใช้ ต้องสื่อถึงเนื้อเรื่อง หรือ Theme ในลักษณะนิทานอะค่ะ

3. ใช้เปอตี้ ไบลธ์ ประกอบเซทได้ 1-3 ตัว และ Little Lodge (บ้านของไบลธ์น้อย -- ไอ้กล่องๆรูป 6 เหลี่ยมนั่นล่ะคะ่) ประกอบฉาก อย่างน้อย 1 อัน

ในรุ่นนี้ คอนเซ็ปที่เราใช้ก็คือ เราแถๆ (แหะๆ) มาจาก Alice in Wonderland ในฉากที่จะมีลุง Mad Hatter ที่ใส่หมวกใบเขื่อง นั่งซดน้ำชา กับคุณกระต่ายอะค่ะ แต่ในเรื่องอลิศเนี่ย คุณกระต่ายเอย อลิศเอย มันโหลละค่ะ เพราะเป็นคอนเซ็ปที่คนเอามาเล่นกันเยอะมาก แถมทำกันได้งามงด ไม่มีที่ติ เราเลยแอบเลือกตัวแปลกๆ ที่คนไม่ค่อยนึกถึง นั่นก็คือ ลุง Mad Hatter แล้วก็ คุณนาย Duchess ที่เลี้ยงเด็กทารกนั่นล่ะค่ะ มาเล่น

โดยเรา เอาคุณลุง และคุณนาย มาแปลงให้เป็นสาวให้หมด *-* สร้างเป็นคู่ขา น้ำชา และหนมเค้ก โดย Mad Hatter เป็นตัวน้ำชา ที่เราเปลี่ยนชื่อซะใหม่ว่า Darjeeling Darling ( เครดิตการตั้งชื่อทั้งหมด ยกให้น้องสาวเราค่ะ) และตัวขนมเค้ก ชื่อว่า Duchess Dolce เล่นกับคำว่า Dolce ที่แปลว่า หวาน~ (เห็นอยู่ในโน๊ตเพลง เลยตบมาซะเลย) พวกเสื้อผ้า ก็เรียบง่ายตามคอนเซ็ปค่ะ *-* ตัวน้ำชา ก็มีถ้วยยักษ์ เป็นหมวกอยู่บนหัว ของเจ้าหล่อน ส่วนตัวเค้ก ก็พยายามทำชั้นกระโปรง และ Head Dress ให้ดูเป็นครีมๆค่ะ

(ตัวซ้ายนี่ Darjeeling Darling ค่ะ ตัวขวา Duchess Dolce)

(โย่)

(เย่)

จะว่าเรียบง่าย มันก็ใช่อะนะคะ แต่ด้วยขนาดตัวของมัน ที่สูงไม่เกิน 10 cm ทำให้จะหยิบจะจับ จะทำอะไรก็ลำบากไปซะหมด เย็บไป น้องสาวเรามันก็ขู่ ฟ่ออออๆๆๆ ไป ด้วยความหงุดหงิด แต่ที่ยากยิ่งกว่า คือตอนทำบ้านมันอะค่ะ เราตั้งใจทำให้ งานเลี้ยงน้ำชานี้ เหมือนกับเกิดอยู่บน ถาดขนม ถาดเล็กๆ ที่คนจะยกไปเสริฟกันอะค่ะ *-* ของเล็กๆมากๆแบบนี้ ตามจริง ถ้าใช้วิธี กว้านซื้อเอา มันก็พอมีจากบ้านตุ๊กตาทั่วไป แต่มันไม่แนวพอค่ะ ^^; เราเลยทำเองแทบจะทุกชิ้น เช่นโต๊ะ มันก็คือซากกล่องพลาสติก ที่น้องชายเราลืมทิ้งไว้ เมื่อนานมาแล้ว เอาลูกปัดแบนๆมาซ้อนๆกัน ต่อกาวเข้าไปเป็นขา (ไอ้การทำอะไรถึกๆแบบนี้ เราได้รับการเทรนมาเป็นอย่างดี จากมหาลัยค่ะ ="= )

(บ้านน้อยแสนถึก --- แต่แอบไปเห็นของคนอื่น เค้าทำถึกกว่าเราเยอะเลย แหะๆ ^^;)

(รายละเอียดค่ะ นี่ชั้นบน)

(นี่ชั้นล่าง *-*)

(คร่อก.. นั่งอ่านบล๊อกจนปวดหัว งุงิ)

มีภาพอีกนะคะ ดูเพิ่มได้ที่นี่เลยจ้า

ตอนที่ทำตุ๊กตา 2 เซทนี้ เราเครียดมากเลยค่ะ เพราะมีเวลาน้อยมาก ประมาณ 10 วันสำหรับการคิดคอนเซ็ป หาซื้อข้าวของ ลงมือทำ ฯลฯ ย้ายออฟฟิสไป ทำงานไป เพื่อนร่วมทีม มาถอนตัวในอาทิตย์สุดท้าย แถมยังต้องทำงานส่งคุณลูกค้า *-* ตาลาย ต้องไปพึ่งร้านไอติม แทบทุกวันแก้เครียด (เด็กๆไม่ควรทำตามนะคะ) ระหว่างที่ทำไป มีของมากมาย ที่ทำแล้วไม่ได้ใช้ เศษไม้เศษพลาสติก เกลื่อนไปหมด บางอย่าง เลื่อยแทบตาย แต่ไม่ได้ใช้ เพราะมันไม่เหมาะ ก็ต้องตัดใจเอาออกค่ะ วันสุดท้าย ที่ตื่นขึ้นมาถ่ายรูปตอนเช้านี่ นอนไป 3 ชม.เองค่ะ รันทดมากมาย ถ่ายรูปเสร็จ เดินเตะขอบประตูหน้าบ้าน เลือดสาด สังเวยซะ ^^; แต่เราก็ดีใจนะคะ ที่ได้พยายามอย่างเต็มที่ เราแค่คิดว่า ไม่อยากจะเสียดายในภายหลัง ว่าเออนะ ทำไมตอนนั้น เราไม่ทำให้มันดีกว่านี้หน่อย บลาๆๆ

หลังจากนี้ เราก็คงต้อง เตรียมตัวสำหรับการ Present ให้ดีที่สุดค่ะ *-* แต่เข้ามาถึงขนาดนี้แล้ว เราก็โล่งมากๆแล้วค่ะ >< หลังจากนี้ ก็ได้แต่ทำให้เต็มที่ หวังว่า งานที่โอโมเทะ ซันโด เราจะไม่เสร่อ กลิ้งตกลงมาจากแคทวอร์ค เอิ๊กๆๆๆ หรือพูดจาพรีเซนต์ ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก แหะๆ เอาใจช่วยด้วยนะคะ >< แล้วก็สำหรับ ใครที่อยู่ที่ญี่ปุ่น ช่วงเดือน มิถุนา - ต้นกรกฎา ช่วยโหวตให้เราด้วยน๊าาาา ไว้ใกล้ๆเวลา พอเค้าประกาศวิธีโหวต เราคงได้มา ล่อหลอกทุกๆคนอีกครั้งนะคะ อิอิอิ

ขอบคุณทุกๆคนอีกครั้งนะคะ สำหรับกำลังใจ และ ฮอทโพส

แค่มีคนชอบงานที่เราทำ เราก็ดีใจมากแล้วล่ะค่ะ *0*

ปล. สำหรับคุณๆทั้งหลาย ที่ฝากเบอร์ไว้ให้เราช่วยคัสตอมไบลธ์ให้ เราต้องขออภัยจริงนะคะ ช่วงนี้ เรากำลังยุ่งอย่างแรง เพราะเรายังย้ายออฟฟิสไม่เรียบร้อยเลย แล้วเดือนหน้า ก็ต้องไปทำโปรเจคที่เมืองจีน อีกแล้วเดือนนึงค่ะ กลับมา อยู่เมืองไทยได้แปบนึง เราคงต้องไปแข่งตุ๊กตานี้ ที่ญี่ปุ่นพอดี ยังงัย ถ้าเรากลับมามีเวลาว่างรับทำ แล้วเราจะเขียนบอกไว้ที่หน้าเว็บอีกทีนะคะ รักทุกคนค่ะ จุ๊บๆๆๆ

ปล.ที่ 2 ขออนุญาตใส่เครดิตให้เพื่อนร่วมทีมของเราด้วยนะคะ

ทีมของเราประกอบไปด้วย

เราเอง : คิดคอนเซ็ป ดูแลภาพลักษณ์ ออกแบบตุ๊กตา เย็บหมวก ออกแบบบ้านตุ๊กตา ทำบ้านตุ๊กตา เมคอัพ ทำผม ทำเพลทพรีเซ็นต์ และงานเบ๊จุกจิกอื่นๆ (ดูหลายอย่าง แต่ตามจริงมันจุกจิกอะค่ะ)

น้องสาวเราเองค่ะ : ตั้งชื่อตุ๊กตาทั้งหมด (งานนี้ยากที่สุดละ ในบรรดาทุกอย่าง) และเย็บทุกอย่างค่ะ (ดูน้อยอย่าง แต่ตามจริง งานเย็บผ้านี่ หินสุดๆ)

Josh แฟนเราเอง จุ๊บๆ : สอนเราถ่ายรูปค่ะ = = และช่วยเหลือเราในการถ่ายรูป (ถ้าถ่ายรูปไม่สวย ก็ไม่โดนกรรมการนะคะ)

เก๋ : เพื่อนเรา ที่บริจาคกล้อง DSLR และอุปกรณ์ต่างๆให้เรายืม ได้ทันท่วงที ในเวลาอันน้อยนิด (แน่นอนว่า ถ้าไม่มีกล้อง จะทำงานส่งเค้าได้งัย *0*)

Note : แอบมาแปะเพิ่ม เราเอาภาพของ Petite มาแปะแล้วจ้า ในตอนที่ 2

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ในที่สุด ความเครียดในการรอคอยผล ก็สิ้นสุดลงซะที นอนไม่ได้ กินไม่หลับ มาตลอดเดือน ^^;

โฮะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เอาล่ะค่ะ ตั้งสติ อธิบายก่อน

ครือว่า.... เราคิดว่า เราเป็นทีมไทย ทีมเดียว ที่เข้ารอบการประกวดค่ะ แถมเข้า 2 รุ่นด้วย อ๊ากกกกกกกกกกก

สำหรับแฟนๆของตุ๊กตา Blythe ทั้งหลาย คงทราบดี ว่าแต่ละปี จะมีการประกวด Blythe Beauty Contest ขึ้น โดยให้คนรักไบลธ์ทั้งหลาย คัสตอมตุ๊กตา ส่งเข้าไปประกวดกันค่ะ การคัสตอมตุ๊กตา คิดว่ามันน่ารัก ก็น่ารักค่ะ เราก็แค่ เอาตุ๊กตามา เอากาวแท่ง ลนไฟ ปักเข้าไปในลูกกะตามัน ดึงออกมา เปลี่ยน eye chips แล้วก็ เอากระดาษทรายขัดหน้า แถกไถให้ผิวเรียบเนียน จะเอาสีฝุ่นป้าย ทำเมคอัพ หรือใช้แอร์บรัช ก็ตามถนัด ถ้าเป็นแบบ Hard Core หน่อย ก็เอาเลื่อย เลื่อยหัวมัน ให้แบะออก ยกลูกกะตามันออกมาทั้งแผง มาขัด แล้วก็ปรับแต่งตามชอบ ก็เท่านี้เองอะค่ะ งิงิ (ไม่ได้โอเวอร์แต่ประการใด) หลังจากนั้นก็คิดคอนเซ็ป เย็บชุด ทำอุปกรณ์ประกอบ ที่เข้ากับ concept ของมัน โดยภาพรวมที่ออกมา เน้นความน่ารักในแบบของตุ๊กตา เป็นหลัก

มันคืองาน ประกวดออกแบบตุ๊กตา ดีๆนี่เองล่ะค่ะ โดยรางวัลที่ 1 จะได้ผลิตเป็นตุ๊กตาจริงๆออกขาย! พร้อมกับได้ตุ๊กตารุ่น limited ในปีนั้นๆ ที่ราคาต้นเหยียบหมื่น (ในอีเบย์ เหยียบหลายหมื่น) พร้อมเงินรางวัล ประมาณ 150000 เยน ไม่มากไม่น้อย แต่ที่ทุกคนสนใจ ก็คือการที่ได้ผลิตออกขายจริง นี่ล่ะค่ะ *-*

โดย Categories ในการประกวด แบ่งเป็น

1. Natural Beauty คือ เอาตุ๊กตามาทำแบบ ห้ามเจาะกะโหลด เปิดหัว เจาะปาก ห้ามเย็บผมใหม่ (โหด ชิมิคะ โฮะๆ) ว่าง่ายๆก็คือ ห้ามทำไรมาก สวยแบบธรรมชาติ แต่งหน้าใหม่ เย็บชุดใหม่เป็นพอ รุ่นนี้ชนะเลิศ จะได้ผลิตทั้งตัวออกขาย รุ่นนี้เลยจะเป็นที่หมายตากันมาก ของผู้เข้าประกวด เป็นรุ่นที่ มีคนส่งผลงานเข้ามา มากที่สุด

2. Special Beauty คือ การคัสตอมแบบ Hard Core ทำอะไรกับมันก็ได้ ขอไว้แค่ว่า ให้มันออกมา ยังเป็นคนอยู่ก็พอ รุ่นนี้ จะแข่งกันที่ฝีมือการทำโมเดลกันสุดๆค่ะ โดยมาก จะออกมาเป็นงานที่วิจิตรๆ รุ่นนี้ ชนะเลิศ จะได้ผลิตแค่ชุดออกขาย เพราะในระบบอุตสาหกรรม ทำไม่ไหวค่ะ ^^; (รุ่นนี้ เราทำไม่ทัน เลยไม่ได้ส่ง)

3. Petite Beauty รุ่นนี้ เป็นการคัสตอม เปอตี้ ไบลธ์ คือ ไบลธ์รุ่นตัวเล็ก โดยกฎกติกา จะเหมือน Natural Beauty รุ่นใหญ่ทุกประการค่ะ คือ ห้ามเจาะ เฉาะ ชำแหละ ใดใด ^^; แถมว่า ต้องเป็น concept ที่มีเนื้อเรื่อง ในเซท ใช้ตุ๊กตาไบลธ์น้อยนี่ได้ 1-3 ตัว และต้องใช้ Little Lodge (บ้านน้อยของไบลธ์เล็ก) อย่างน้อย 1 อัน มาเป็นส่วนประกอบ ในการออกแบบ ซึ่งโดยรวม จะเหมือนออกแบบ Doll House ควบคู่ไปกับ ตุ๊กตาเป็นเซท ด้วยนั่นล่ะค่ะ รุ่นนี้ ชนะเลิศจะได้ผลิตตุ๊กตาค่ะ ถ้าโชคดี อาจจะได้ทั้งเซทรึเปล่าไม่แน่ใจ เพราะเพิ่งจัดปีนี้ เป็นปีแรก (รุ่นอื่น จัดมาเป็นครั้งที่ 3 แล้วค่ะ ครั้งนี้)

ตัวของเราที่ทำไป Natural Beauty ตัวนี้ค่ะ นังลู่

(เดี๊ยน เริ่ด มะฮะ~)

มีชื่อว่า Cuddly LuLu มี Concept มาจาก Goldilock หนูน้อยผมทอง ที่สอดรู้สอดเห็น เข้าไปซ่าในบ้านหมี นั่นล่ะค่ะ แต่ในเวอร์ชั่นของเรา มันเป็นหนูน้อยผมทอง ที่ไปเจอหมีกลางป่า แล้วก็ผูกมิตร เป็นเพื่อนกัน (อย่างแถ~) ทำไปก็ เลี่ยนไป แต่ก็งี๊อะค่ะ ตลาดตุ๊กตา เค้าชอบอะไรกุ๊กกิ๊กๆ ^^; โดยเฉพาะญี่ปุ่นด้วยแล้ว

(นั่งดีๆ เดี๋ยวตก ="=) อันนี้เป็นชุดหมี ที่ทำมาไว้ใส่ ให้เข้ากับหมี เวลาไปกินข้าวในบ้านหมี จะได้เนียน ^^;

ชุดเอี๊ยมค่ะ คริๆ

(หึ หึ...)

(ชอทขายค่ะ ชอทนี้ เอาไว้โปรโมท)

(เหลียวหลัง)

(ชอทนี้ หน้าอืดซักหน่อย อิอิ)

สำหรับใครที่สนใจ ดูรายละเอียดการประกวด ที่นี่ นะคะ

แล้วก็ สามารถ ดูภาพเพิ่มเติม ได้ ที่นี่ค่ะ

ตอนนี้ก็คือ เราเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายค่ะ แล้วก็ต้องไปแข่งกันต่อที่ญี่ปุ่น ในงาน Once Upon A Wonder World ที่ Omote Sandou Hill ในย่านหรูของ Tokyo ค่ะ (ใครเคยดูละคร โฮตารุ จะทราบค่ะ ว่ามันคือแถวที่ทำงานของ โฮตารุ นั่นแหละ)โดยการแข่งขันในรอบสุดท้าย มันก็คล้ายๆกับ เอางานไป Present ต่อหน้ากรรมการอะค่ะ โดยคณะกรรมการ จะเป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียง ในวงการของเล่นมากมาย เช่น คุณ Yuko Yamakuchi ที่เป็น Designer ของ Hello Kitty และอื่นๆ (ในฐานะ นักออกแบบแล้ว นี่มันเป็นอะไรที่สุดๆไปเลย สำหรับเรา) นอกจากนี้ เราก็ต้องเอาตุ๊กตา ไปเดินโชว์ บนแคทวอล์ค มีผู้ร่วมงาน มาโหวตให้คะแนน เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 4 ทีมสุดท้าย หลังจากนี้ ก็ใช้ผลโหวตของทางบ้าน เพื่อให้ได้ผู้ชนะเลิศค่ะ

ตั้งแต่ประกวดมา ปีที่แล้ว ทีมของเราก็เป็นทีมไทยทีมเดียวนะคะ ที่เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ได้ไปแข่งกันที่ญี่ปุ่นต่อ แต่ปีที่แล้ว น้องที่เค้าเป็นตัวตั้งตัวตีหลัก ไม่ใช่เรา เราเลยไม่กล้าเอามาเขียนมาก มันเป็นผลงานหลักของเค้าอะค่ะ แต่ปีนี้ เป็นผลงานของเรา กับน้องสาวเราเต็มๆ พูดได้อย่างภูมิใจ โฮะๆๆๆ

เอาล่ะค่ะ ไว้มาเม้าต่อ เรื่อง เปอตี้ไบลธ์ ที่เราส่งประกวด ในเอนทรี่หน้าค่ะ เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเช่นกัน อิอิ

ปล. ใครอยู่ญี่ปุ่น โหวตให้เราด้วยนะคะ T_T มี๊ๆๆๆๆ